ไขปัญหาธรรมบนเว็บบอร์ด

คำสอนหลวงปู่ เรื่อง ชีวิตคน ชีวิตต้นไม้

คนเกิดมาก็ค่อยๆเจริญค่อยๆเรียนรู้ แค่อนุบาลก็กลับบ้านมาสอนคนแล้ว เหตุเพราะเพิ่งจะเริ่มเรียนรู้ ยังรู้น้อยไม่มีประสพการณ์ โตอีกหน่อยก็รู้มากอีกหน่อย แต่ก็ยังจำไม่ได้ว่าเมื่อเล็กๆนั้นสั่งสอนใครไปบ้าง ครั้นจบปริญญามาก็นึกว่าโลกนี้กูรู้ดีกว่าใครๆแล้ว กูเป็นบัณฑิตคือผู้มีความรู้แล้ว นี่ก็เพราะไม่เคยพิจารณาตัวเองเลย เอาแต่เดินหน้าไม่เคยทบทวนสิ่งที่ผ่านมา สิ่งที่เป็นข้อผิดพลาด สิ่งที่จะได้เป็นประสพการณ์ก็ขาดหายไป

ต้นไม้ก็เช่นกัน งอกจากดินก็ค่อยๆเจริญ ถ้ามีคนดูแลก็ได้รับการประคบประหงมบังแดดบังลมจนเติบโต พอจะสู้ลมสู้แดดได้จึงปล่อยให้ยืนเอง บ้างก็ต้องเอาไม้หลักมาปักให้ยึด ไม่เช่นนั้นแล้วก็จะโย้จะเอียงเสียทรงคดโค้งไม่สวยไม่งามเกกมะเรกเกเร เหมือนคนที่ไม่มีผู้ใหญ่ค้ำจุนประคับประคองช่วยเหลือสั่งสอน จึงตกเป็นสวะสังคมเฉกเช่นเดียวกับต้นไม้ที่ไม่มีไม้ค้ำ ก็คดโค้งไม่ตรงต้องแตกกิ่งเพื่อรักษาสมดุลย์ แล้วคนละจะแตกกิ่งรักษาสมดุลย์อย่างต้นไม้ได้แค่ไหน มันยากมาก

แต่ถ้าเข้าใจธัมม คำว่า " สัมมาทิฏฐิ " ก็จะรู้ว่า การจะประคับประคองตนให้อยู่รอดอย่างปลอดภัยก็ต้องขนขวายหาความรู้ให้มาก จนถึงขั้นรอบรู้จึงจะประคองตัวให้ตั้งตนให้ตรงได้ กิ่งก้านของต้นไม้ที่แตกออกก็เพื่อประคองตัวให้ตรงสู้ลมสู้ฝน ผ่านร้อนผ่านหนาวเป็นประสพการณ์ชีวิตที่ได้ด้วยตนเอง

นักบวชละ พระพุทธศาสดาก็ได้เทียบกับต้นไม้ไว้เช่นกัน

บวชมาใหม่ก็เหมือนกับกิ่งใบดูสวยงามน่าเอ็นดู

อยู่นานไปรักษาศีลดีหรือไม่ดีก็เหมือนเปลือกไม้

อยู่นานอีกหน่อยเริ่มเรียนรู้ฝึกฝนสมาธิก็เปรียบเหมือนเนื้อไม้ใต้เปลือก ดีก็เจริญ ชั่วก็ทำร้ายคล้ายๆกับเนื้อไม้ ไม่เรียบไม่เนียน จะตบแต่งก็ลำบาก เมื่อผ่าก็เป็นสะเก็ดกระเด็นทิ่มหูทิ่มตาพาลพาบอดหนวกเจ็บเนื้อเจ็บตัวได้

อยู่นานขึ้นเรียนรู้มากขึ้น ประสพการณ์มากขึ้น รู้ชั่วรู้ดีมากขึ้น ก็เริ่มสงบทบทวนตนเองมากขึ้นก็จะอ่อนลง ก็เปรียบเช่นผู้มีญานทัศนะเห็นคุณเห็นโทษ เช่นนี้เปรียบได้ดั่งกระพี้ไม้

ผ่านวันผ่านเดือนผ่านปีผ่านนานหลายๆปี ความเข้าใจตกผลึกเป็นองค์ความรู้ มีความแตกฉานเห็นผิดเห็นถูกเห็นเวรเห็นกรรม เห็นความต่างระหว่างบุญกับบาป นรกกับสวรรค์ เข้าถึงแก่นแห่งธัมม นั่นเปรียบได้กับแก่นไม้ที่สวยเนียน จะเลื่อยจะผ่าจะตบแต่งอย่างไรก็ง่ายเนียนสวย ทรงคุณค่าเก็บรักษาได้นาน เป็นสิ่งเชิดหน้าชูตาควรค่าแก่การรักษา