ไขปัญหาธรรมบนเว็บบอร์ด

คำสอนหลวงปู่ แสดงธรรมในคืนวันส่งท้ายปี 2561 เรื่อง โพธิปักขิตยธรรม 37 และสัญญาเวทยิตนิโรธ ตอนที่ 1

 

เริ่มต้นของการปฏิบัติต้องมี ศรัทธา จึงเรียกว่า อินทรีย์ 5 พละ 5 ต้องมี ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เริ่มทำความเพียรต้องมีศรัทธา ถามว่าทำไมถึงแบ่งเป็น 2 อย่าง อินทรีย์ 5 พละ 5 มันต้องเกิดที่ตัวเราให้ได้ คือตัวเราต้องทำลายความสงสัยให้หมด วิจิกิจฉา ต้องทำลายให้ได้ เพราะเป็นเครื่องขวางกั้นนั้นคือ นิวรณ์ 5 เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเราทั้งสิ้น กิเลสเราทั้งนั้น มี กามฉันทะ  พยาปาทะ  ธีนมิทธะ  อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา เหล่านี้ไม่ใช่ศีล  เป็นเครื่องขวางกั้นจึงไม่ได้รวมอยู่ในโพชฌงค์ 7 ไม่ได้อยู่ในโพธิปักขิตยธรรม อันนี้เป็นเครื่องภายนอก การที่เราจะเกิดศรัทธาได้ ต้องทำลายความสงสัยก่อน

ความสงสัยมันเกิดมาจาก กามฉันทะ ความยึดติดอยู่ใน กามคุณ 5 คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส  พยาปาทะ ยึดติดแล้วไม่ได้ก็ไม่พึงใจ โกรธมากๆ เข้าก็เป็นพยาบาท พอมีคนจะสอนหน่อยก็ง่วง  ธีนมิทธะ ฟังแล้วก็หลับ  อุทธัจจะกุกกุจจะ ไม่หลับก็หงุดหงิด อะไรจะด่าเราคนเดียว  ว่าเราคนเดียวเกิดความหงุดหงิด ไม่พึงใจกระทบกระทั่ง สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความลังเลสงสัย ถ้าทำลายความลังเลสงสัยไม่ได้ก็ไม่เจริญ  เจริญธรรมไม่ได้เพราะฉะนั้นต้องทำลายความสงสัยให้ได้

จำไว้อย่างหนึ่งว่า ธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าข้อสุดท้ายมันเป็นเหตุให้รู้ข้อข้างบน อย่างศีล 5 ข้อสุดท้ายคือประมาท เพราะประมาทจึงทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ นิวรณ์นี่ก็เหมือนกัน ตราบใดที่ยังลังเลสงสัย สิ่งเหล่านี้ทำลายไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะทำลายมันได้ต้องไม่ลังเลสงสัย ทำยังไงจะไม่ลังเลสงสัย ก็ต้องรู้แจ้ง ต้องศึกษาตามว่าสิ่งนี้เป็นอย่างนี้อย่างนี้ ถ้าเราทำลายความลังเลสงสัยได้เมื่อไหร่ ก็จะก้าวเข้าสู่ความ ศรัทธา เกิดศรัทธาขึ้น พอเกิดศรัทธา เราก็ทำให้ศรัทธาเจริญมากขึ้น คือยกให้ศรัทธาเป็นใหญ่ ศรัทธาจะเป็นใหญ่ได้ ต้องมีอีก 5 ตัวอีกเหมือนกัน คือมี พละ 5 ทำให้ อินทรีย์ เป็นใหญ่ได้ ทำให้ศรัทธาเป็นใหญ่ได้ เรายกศรัทธามาตั้ง เราก็ต้องเอาพละ 5 นี้มาทำให้ตรงนี้เจริญ ถ้าเราไม่มีพละ 5 ไม่มีกำลังก็ทำไม่ได้ จะทำให้มันเกิดอุดมก็ไม่ได้เพราะต้องใช้กำลังจึงจะทำให้มันอุดม อินทรีย์คือทำให้เป็นใหญ่หรืออุดม แต่ทั้งหมดต้องใหญ่และอุดมแบบเสมอไม่แก่ไม่อ่อน เมื่อไหร่ทั้ง 5 ตัวอุดมเสมอกัน ก็เรียกว่า มรรคสมังคี มรรคสมังคีเมื่อไหร่จึงเกิดผล 5 ตัวนี้ทำให้เกิดผล ผลคืออะไร คือศรัทธามหาศาล มีความ วิริยะ มาก มี สติ มาก มี สมาธิ มาก มี ปัญญา จึงจะไปศึกษากรรมฐานได้ กรรมฐานเริ่มต้นที่อิทธิบาท 4 ไม่มีตรงนี้ อิทธิบาท 4 ก็ไม่ได้ แต่ตรงนี้เป็นเบื้องต้นเพราะเดี๋ยวมันจะเร่งขึ้นทำให้เป็นขั้นสูงขึ้น ก็ด้วยอันนี้อีกเหมือนกัน เพราะเราเข้าสู่อิทธิบาท 4 เราก็ต้องใช้ 5 ตัวนี้ ถ้าเราไม่ใช้ 5 ตัวนี้ เราก็จะไม่ทำ ทำยังไงก็ไม่อยากทำความเพียร คือมีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ปัญญานี้มันเหนือกว่าปัญญามนุษย์ทั่วไป เป็นปัญญาที่เป็นธรรมชาติ เป็นปัญญาที่ผ่านการคัดกรอง ขัดเกลาเอาไว้แล้ว ขัดเกลาที่ตัวเราโดยธัมมทั้งหลาย คำสอนทั้งหลายและตัวเราทำลายวิจิกิจฉาไปแล้วเราจึงเข้าใจ เมื่อเราเข้าใจมันเมื่อไหร่ เราก็จะตั้งสติได้ มีอิทธิบาท 4 ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เราต้องทำตรงนี้ให้ได้ เมื่อเราทำตรงนี้ได้เราก็ขึ้นสู่ สติปัฏฐาน 4

กาย เวทนา จิต ธรรม แต่เรายังไม่เข้าใจ เราจึงต้องไปทำความเพียรมากขึ้น ทำให้อินทรีย์ทั้ง 5 แก่กล้า จึงจะทำให้เราเข้าสู่กาย รู้ในกาย รู้ในเวทนา รู้ในจิต รู้ในธรรม ถ้าอินทรีย์ตรงนี้ไม่ควบคุมเอาไว้ อินทรีย์ทั้ง 5 ไม่ควบคุมเอาไว้ก็ทำตรงนี้ไม่ได้ ถ้าทำตรงนี้แล้วสงสัย ถ้ามันเกิดสงสัย ก็ สัมมัปปธาน 4 ชั่วในใจมีอยู่แล้วใช่ไหมเราก็กำจัดชั่วออกอย่าให้มันเกิดขึ้น  ดีไม่มีก็สร้างความดีให้มากขึ้น ควบคุมเอาไว้รักษาให้มั่นคง แล้วทำให้เจริญ สติปัฏฐาน 4 เริ่มเจริญขึ้น เจริญไปถึง โพชฌงค์ 7

เข้าสู่ โพชฌงค์ มี สติ วิริยะ สมาธิ ธัมมวิจยะ ปัสสัทธิ ปิติ อุเบกขา จะเห็นว่าขั้นสูงขึ้นไปจะมี ปิติ แล้วก้าวสู่ มรรค 8 เพราะตรงนี้ทำให้เกิดความรอบรู้ มีความรอบรู้ในธรรมทั้งหลาย จึงคิดถูก สามารถพูดได้ถ่ายทอดได้ เป็นอาชีพเป็นสิ่งที่ไม่เบียดเบียนใคร สัมมาอาชีวะ สติดีขึ้น มั่นคงเป็นสัมมาสติ มีสัมมาสมาธิทั้งหมดนี้พาให้เกิดสัมมาปัญญา เป็นปัญญาขั้นสูง เวียนตรงนี้ก็จะได้ครบองค์ องค์เก่าทั้งหมดคือ อิทธิบาท 4 สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 พละ 5 อินทรีย์ 5 โพชฌงค์ 7 และ มรรค 8

รวมทั้งหมด 37 ข้อมันเรียงกันอยู่ ถ้าเราเรียงธรรมไม่ถูกก็เดินไม่เป็น ถ้าเรียงธรรมถูกก็เดินเป็น ต้องกำจัดทีละอย่างขัดเกลาไปเรื่อย ต้องขัดเกลากิเลสที่นอนเนื่อง ให้ฟูขึ้นมาแล้วเอาออก  ฟุ้งขึ้นมาแล้วก็เอาทิ้งไป  ทุกขั้นตอนจะทำให้กิเลสมันฟุ้งขึ้นมาแล้วเอาออก  จนกิเลสทั้งหลายเหล่านั้นมันหมดไปเรื่อยๆ จนเรารู้ด้วยตัวเองว่าเราสะอาดถึงไหนแล้ว  แล้วเข้าสู่ วิชชา 3 มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราคือวิชชา 3 คือ หนึ่ง ทิพยจักษุ ตาทิพย์ สอง จุตูปปาตญาณ สาม อาสวักขยญาณ

ตาทิพย์เพื่ออะไร เมื่อใครมาก็มองเห็นกรรมเขา เมื่อมองเห็นกรรมเขาก็เลยรู้ชาติกำเนิดว่าคนนี้เกิดมาจากอะไร ถ้าตายไปด้วยเหตุนี้ไม่เข้าใจจะไปไหน ถ้าได้แก้ไขแล้วตายแล้วจะไปไหน ก่อนที่เขาจะตายจริงแก้ไขได้ไหม ก็แปลว่าเปลี่ยนภพได้ไหม คือตายจากภพเดิม คือพบความชั่วเปลี่ยนแปลงได้เมื่อไหร่ เข้ากรรมฐานเปลี่ยนดวงชะตาได้เพราะตายก่อนตาย คือเรารู้แล้วว่าเราทำดีไม่ดีอย่างไรเราจึงทิ้งสิ่งไม่ดีไม่ทำอีกแล้ว เราจึงเกิดใหม่เกิดในชีวิตเดิมแต่เปลี่ยนจิตใหม่ เปลี่ยนความคิดต่างๆ นาๆ ใหม่ ที่ผิดพลาดทั้งหมดแก้ไขใหม่ มันจึงเห็นถูก เดินทางถูก ชีวิตก็เดินต่อได้ด้วยกรรมฐาน ด้วยเจริญธรรมให้ถูกทาง มันก็เปลี่ยนตัวเราได้ เมื่อเปลี่ยนตัวเราได้ เราก็เดินดีได้ ถามว่าเอาไปทำอะไร ฝึกกรรมฐานไปทำอะไร ก็เปลี่ยนแปลงตัวเอง ตัวเราเองนี้ให้รู้ทันซะก่อน เป็นผู้ที่รู้ทันก่อนที่มันจะดับไปแล้วตายเพราะกายแตก แก้อะไรไม่ได้ แต่ถ้าเราตายก่อนตายแปลว่ากำจัดกิเลสจนกระทั่งรู้แล้ว จึงให้ทั้งหมดมันตายไปแล้ว อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ คือตายก่อนตาย ต้องรู้จักความตายก่อนที่เราจะตายจริง

คือรู้ว่าสิ่งที่เราทำเลวร้ายทั้งหลายฆ่ามันเสีย ต้องโหดร้ายมาก ต้องเป็นคนที่โหดร้าย คืออะไร คือฆ่าทุกอย่างฆ่ากิเลสตัวเอง มันร้ายยิ่งกว่าไปฆ่าผู้อื่น