ไขปัญหาธรรมบนเว็บบอร์ด

คำสอนหลวงปู่ แสดงธรรมในคืนวันส่งท้ายปี 2561เรื่อง โพธิปักขิตยธรรม 37 และสัญญาเวทยิตนิโรธ ตอนที่ 2

 

 

มาต่อกันเรื่อง ฌาน ๕ ถึง ฌาน ๘ และสัญญาเวทยิตนิโรธ

ฌาน ๕ อากาสานัญจายตนะ อากาศมีไม่สิ้นสุดในอายตนะ ฌาน ๖ วิญญาณัญจายตนะ วิญญาณไปตีความว่าเป็นวิญญาณดวงหนึ่ง ไม่ได้ตีความว่าเป็นประสาทรับรู้ พอเราบอกว่าประสาทรับรู้อนันต์จริงๆด้วย เรามีประสาทรับรู้ไม่สิ้นสุดจริงๆ มากมายมหาศาล เรารับรู้อารมณ์ไม่สิ้นสุดทั้งภายนอกและภายใน วิญญาณคือประสาทรับรู้ รับรู้อะไร รับรู้อารมณ์ รับรู้เข้ามาแล้วปรุงแต่งอะไร รับรู้แล้วปรุงแต่งอารมณ์ เรารู้ 2 ตัวแล้ว อากาศกับวิญญาณ

เกิดเป็นตัวที่ 3 เป็นการรวมกันของอากาศและวิญญาณ คือ อากิญจัญญายตนะ ฌาน ๗ อากาศและวิญญาณเมื่อรวมกัน เป็นอากิญจัญญายตนะ เราแยกอากาศแยกวิญญาณ พอเราเอามารวมกัน ตัวนี้เลยสร้างอารมณ์ อากิญจัญญายตนะ ทั้งอากาศและอารมณ์มีไม่สิ้นสุด เพราะอากาศและวิญญาณ เป็นประสาทรับรู้อารมณ์ได้ มีไม่สิ้นสุดในกายหลังนี้ สองอย่างรวมกันเมื่อไหร่จะเป็นโรคาพยาธิ เกิดเป็นสิ่งดี เกิดเป็นสิ่งร้าย มากมายมหาศาล มันรวมกันขึ้นมาเมื่อไหร่ อยู่ๆ เจ็บปวดร้าวภายใน รู้ไหม รู้ว่าเจ็บปวดร้าว แต่รู้ไหมว่ามาจากอะไร เราจะไม่รู้ เราจะรับรู้ว่าอากาศและประสาทรับรู้มันรวมกันขึ้นมาแล้ว เช่น มวนท้องอยู่ข้างในมันอึดอัด อากิญจัญญายตนะทั้งอากาศและวิญญาณเมื่อรวมกันแล้วก็เกิดเป็น สภาพธรรม รับรู้สภาพทำได้อีกแบบ ไม่ใช่รับรู้ได้แค่อากาศหรือแค่วิญญาณ เป็นประสาทรับรู้ แต่รับรู้ถึงสภาพธรรมแล้ว พอเป็นอากิญจัญญายตนะรู้จักสภาพธรรมที่เกิดขึ้น ไม่ใช่อารมณ์ เห็นสภาพธรรมจากเดิมคืออารมณ์ เพราะมันรวมกันเราเห็นสภาพธรรม ทีแรกมันรับรู้เฉยๆ รับรู้อากาศรับรู้ประสาท ว่ามีประสาทรับรู้เมื่อรวมกันเมื่อไหร่ทำให้เรารู้สภาพธรรม ตามองไม่เห็นแต่รับรู้ได้

ตัวที่ 4 เนวสัญญานาสัญญายตนะ ฌาน ๘ สัญญากับอายตนะ จะว่าเป็นสัญญาก็ไม่ใช่จะว่าเป็น สัญญายตนะ ก็ไม่ใช่ อันนี้เป็นคนละเรื่องกันกับ 3 ตัวบน พอฝึกฝนมาถึงจุดหนึ่งสภาพธรรมจะเกิดจากการรู้เรื่องเข้าใจสภาพธรรมตัวเอง มันเกิดอีกสภาพธรรมหนึ่งขึ้นมา อันนี้ไม่เกี่ยวกับเราแต่ทำไมเรารู้ เรารับสภาพธรรมข้างนอกเข้ามา ไม่ใช่สัญญาของเราแต่กระทบอายตนะของเรา คือความทรงจำในอายตนะเรียกว่าสัญญายตนะ แต่ทำไมมี เนวะ คือไม่ใช่ทั้งสัญญาและไม่ใช่ทั้งสัญญายตนะ คำว่า เนวะคือ ไม่ใช่ทั้งสัญญาและสัญญายตนะ คือไม่ใช่ทั้งสัญญาในจิตเรา

สัญญาเวทยิตนิโรธ เราจะดับสัญญาได้อย่างไร

สัญญา เวทนา นิโรธ ออกจากสัญญาและเวทนาได้อย่างไร 3 ตัวแรกทำให้เกิดเวทนา คืออากาศวิญญาณ รวมกันเป็น อากิญจัญญายตนะ พอรวมกันก็เป็นสภาพธรรม เห็น สภาพของทุกข์

ทุกข์ คือสิ่งที่ต้องกำหนดรู้ รู้ในสัณฐานและสังขาร

สัณฐานและสังขารนั้นทำให้เกิดเวทนาขึ้นเป็นทุกข์อย่างหนึ่ง เป็นเวทนา เพราะทุกข์กับเวทนาเป็นตัวเดียวกัน มองที่สภาพธรรมก็เป็นทุกข์ มองที่อารมณ์ก็เป็นเวทนา เพราะเวทนาเป็นอารมณ์ ถ้าสภาพธรรมเป็นทุกข์ ก็ต้องกำหนดรู้และจะหนีมันได้อย่างไร ก็ต้องกำหนดรู้รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง เข้าใจมันเราจึงเห็นมัน แล้วอะไรล่ะที่ทำให้เราออกไปเห็น อะไรที่มันขวางให้เราไม่หลุดออกจากตรงนี้ได้ " สัญญาเวทยิตนิโรธ " สัญญา เวทนา นิโรธ อะไรขวางเราอยู่ ก็คือ ความโกรธความไม่พึงใจ พอความโกรธมาทุกอย่างหายหมด พอเราดับความโกรธได้ก็จะเห็น เห็นทั้งสัญญาและเวทนา เมื่อเราเห็นสัญญาและเวทนาแล้ว เราก็ออกได้ ถอดได้ มันเห็นเหตุแล้ว ถ้าเรายังมีอารมณ์อยู่เราก็ออกไม่ได้ อารมณ์ตัวนี้คืออะไร คือความโกรธ ความไม่พึงใจตัวเดียว มันเลยทำให้เราถอดออกจากกันไม่ได้ สองตัวนี้สัญญากับเวทนามันเกาะเกี่ยวกันได้ เชื่อมโยงกันอยู่ได้ด้วย โทสะ เหตุเพราะ โลภะ เรามีโลภะโทสะโมหะ โลภะเป็นความทะยานอยากเลยแสวงหาและมีโกรธ

ในโลภเฉยๆ ไม่มีโกรธ แต่เพราะไม่ได้ตามโลภเลยโกรธ โกรธเพราะอะไร โกรธเพราะหลง หลงแล้วหา หาได้ไหมหาไม่ได้ก็โกรธ ก็เวียนอยู่อย่างนี้ ตัวไหนเชื่อมโยง ก็ตัวโกรธตัวเดียว ทำให้ตรงนี้ไม่สำเร็จ โกรธเมื่อไหร่ โลภก็ไม่ได้ หลงก็ไม่ได้ เพราะโกรธมันขวาง ขวางความโลภไม่ให้ดำเนิน มันขวางความหลงของเราไม่ให้สำเร็จ ถ้าเราโลภถ้าเราหลงแล้วเราไม่โกรธ ก็หาได้ ทำงานได้ด้วยความสุข ใครจะด่าจะว่าอะไรก็ช่างเขาทำงานอย่างเดียวไม่ต้องสนใจ เพราะเราไม่มีโกรธอยู่ในนั้นก็จะสำเร็จ โลภเท่าไหร่ก็ได้เท่านั้น หลงยังไงก็ได้อย่างนั้น ได้ตามโลภได้ตามหลงเพราะไม่มีโกรธ

โลภไม่บาป หลงไม่บาป โกรธเป็นบาป ใครๆ ก็โลภได้ใครๆ ก็หลงได้แต่ไม่ผิด แต่โทสะเป็นบาป และทั้งหมดเป็นอกุศล โกรธจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง

ดับโกรธได้ออกจากทุกข์ได้ ออกจากเวทนาได้ ออกจากสัญญาชั่วๆทั้งหลายได้ ก็ นิโรธ ได้ทันที