ไขปัญหาธรรมบนเว็บบอร์ด

คำสอนหลวงปู่ เรื่อง ขันธ์ ๕ มาร ๕ และโพธิปักขิตยธรรม ๓๗ ตอนที่ 1

ขันธ์ ๕   มาร ๕   นิวรณ์ ๕

พระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์นั้น มีแบบแผน มีระบบ ไม่ข้ามขั้น ไม่หลอกลวง เป็นปรมัตถ์ เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้ด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่มีสภาวะธรรมอันเป็นความจริงรองรับอยู่ ไม่อาจจะหลอกลวงใครๆ ได้ เมื่อเป็นผู้รู้ ก็จะรู้ผู้อื่นว่าเป็นของจริงหรือของเทียมได้ ดังเช่นผู้ที่เรียนจบเจนในวิชาการใดๆ เมื่อมีใครถามก็จะฉะฉานชัดเจน ไม่อ้อมแอ้ม ติดขัด กล่าวชัดตรงธรรม ตรงสภาวะ เมื่อเป็นผู้รู้ ก็สามารถดูผู้อื่นได้ว่า แท้หรือเทียม ก็สามารถรู้จิต รู้จริตของผู้อื่นได้  เพราะว่าพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์นั้น เป็นเรื่องของจิตล้วนๆ  เมื่อเข้าใจถ่องแท้ในจิตของตนก็เท่ากับเราเข้าใจถ่องแท้ในจิตของสัตว์ทั้งมวล เราศึกษาจิตตัวเองว่าที่ทำหรือว่าแสดงอะไรออกไป ที่พูดที่กล่าวสิ่งใดๆ ออกไปนั้น มันมาจากจิตที่มีลักษณะอย่างไร  จิตโลภหรือว่าราคะ  จิตโกรธคือโทสะ  จิตหลงหรือว่าโมหะ นั้นจิตแสดงอะไรออกมาบ้าง  มีตั้งแต่หนักไปจนกระทั่งเบา เราต้องรู้หมด เพราะว่าเราเฝ้าดูจิตตนอยู่  เมื่อดูจนรู้ ก็จะเริ่มเข้าใจว่า ศีลห้า ที่พระพุทธองค์ทรงประทานให้ไว้นั้นเพื่อประโยชน์อะไร  เมื่อจิตนี้เข้าใจในเรื่องศีลแล้ว  ก็จะเกิดความเกรง เกิดความละอาย ไม่กล้าที่จะกระทำความเสื่อมนั้นอีก ไม่ว่าจะในที่ลับคือในจิต หรือว่าในที่แจ้งคือกายและวาจา เพราะว่าเราก็จะรู้ว่า มีผู้รู้มีผู้เข้าใจจิตเฉกเช่นเดียวกันกับที่เรารู้ เราจึงไม่กล้าที่จะกระทำ นี่เรียกว่ามีหิริและโอตตัปปะเกิดขึ้นในจิต เมื่อจิตมีความละอายมีความเกรงในสิ่งที่ไม่ดีไม่งามแม้เพียงเล็กน้อย ความเพียรพยายามที่จะกระทำแต่เพียงความดี ก็จะมีแรงมากยิ่งขึ้น มีความเห็นตรงยิ่งขึ้น รู้ผิดรู้ถูกมากขึ้น ความผิดความพลาดก็จะยิ่งน้อยลง ศีลก็จะบริสุทธิ์ขึ้นไม่ต้องบังคับกัน เพราะมีความเข้าใจดีว่า กรรมทั้งหลายเราเป็นผู้กระทำเอง ย่อมต้องได้รับผลเอง  ไม่มีเทวดาหรือว่าเทพหรือว่าพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนจะมาดลบันดาลช่วยเหลือ หรือว่ากลั่นแกล้งเราได้ เราจะเข้าใจพระธรรมคำสอนมากขึ้น เข้าใจถึงแก่นธรรมมากขึ้น  ไม่มีความหลง ไม่มีความงมงายจากการเล่าสู่อีกแล้ว ไม่เซ่อเซอะไปกับการตีความที่ผิด ดวงจิตก็จะเริ่มใสสะอาดบริสุทธิ์ผุดผ่องหมดความหมองเพราะกิเลสที่เกาะนั้นลดลง  ไม่ใช่ใสปิ้งเหมือนลูกแก้วอย่างที่สอนกัน นั่นเป็นอุปกิเลสเกิดมาจากตัณหาความอยาก จึงปรุงแต่ง ไม่ใช่แนวปฏิบัติที่แท้จริง

การไม่ทำบาปเพิ่มขึ้น แล้วเพียรที่จะละชั่วที่เคยทำมา อย่างจริงจัง ย่อมต้องพบกับอุปสรรค์ต่างๆ นาๆ จากคำกล่าวถากถางของคนพาล เพื่อนเกเรแต่หนหลัง ก็จะมาทำให้เสียกำลังใจ  สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องทดลองเราทั้งสิ้น เพื่อให้เราต้องพ่ายแพ้ต่อคุณความดี เหตุเพราะความชั่วนั้นมีกำลังมากกว่า ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า พญามารนั้นมีเสนามาก ตามสภาวะของจิตที่เคยชินเพราะว่าเกาะกุมเต็มไปด้วยความไม่ดีไม่งามต่างๆ นาๆ ที่เรารวมเรียกว่ากิเลสอย่างหยาบ และกิเลสอย่างละเอียด ลงไปลึกจนถึงกิเลสที่นอนเนื่องเป็นอนุสัยอยู่ใต้ภายในจิตที่จะเอาออกได้ยาก ถ้าขาดความมั่นหมั่นขยันกระทำ ถ้าขาดการพินิจพิจารณา สรรหาอุบายที่จะมาหลบหลีกปลีกตัวออกจากความชั่วเหล่านั้น ถ้าเราพ่ายแพ้ต่อกิเลส ก็เท่ากับว่าเราแพ้ต่อตัวเอง ไม่ได้แพ้ต่อใครเลย ไม่ได้แพ้ต่อเพื่อนฝูงที่มารุมเร้า มาชักชวน มายั่วยวนก่อกวนให้เสียกำลังใจ ความพ่ายแพ้นี้ เรียกว่าเราแพ้ต่อ (กิเลสมาร จึงทำให้เกิดความร้อนรุ่มกลุ้มใจ ไม่เป็นอันทำอะไร รู้สึกทุรนทุรายให้ได้ขัดเคือง จิตใจระส่ำระส่าย ร่างกายเกิดอาการทุกข์สุขไปตามอารมณ์ปรุงแต่งของกิเลสที่จรเข้ามาทางอายตนะทั้งหก ทำให้ขันธ์ห้าไม่สงบ) ขันธมาร เหตุเพราะว่า  ขันธ์ทั้งห้า ของเรายังไม่เข้มแข็ง ที่ยังไม่เข้มแข็งนั้น ก็ไม่ใช่ว่าเราไม่ดี แต่ว่าเพราะว่าเราไม่เข้าใจตัวเอง ไม่เข้าใจจิตที่เรียกว่า วิญญาณขันธ์ เพราะว่าตัวจิตเป็นตัวบงการทั้งหมด ตัวจิตนี้เป็นตัวรู้ เมื่อยังไม่รู้ รูปขันธ์ ที่ปรากฏให้เห็นจึงทำร้ายเราได้ เพราะว่าเรายังมี สัญญาขันธ์ คือความทรงจำเก่าๆ อยู่ เมื่อเห็นเมื่อได้ยินจึงได้ส่งสัญญาณเข้าไปเตือนความทรงจำที่ เคยมี เคยเป็น เคยชอบ เคยรัก อันเป็นตัว กามฉันทะ หรือความทรงจำในทางเสื่อมคือ เคยเกลียด เคยโกรธ เคยไม่ชอบ เคยไม่รัก อันเป็นตัว พยาปาทะ เกิดความคิดทางไม่งามมีความประทุษร้ายเกิดขึ้นในจิตเป็นต้น ทำให้เกิด สังขารขันธ์ คือการปรุงแต่งขึ้นเป็นไปตามสัญญาเหล่านั้น ยิ่งมีความทรงจำในสิ่งต่างๆ มาก การปรุงแต่งก็ยิ่งแก่กล้าเป็นตัวการให้เกิดเป็น อภิสังขารมาร ซึ่งเป็นตัวการในการปรุงแต่งกรรมให้แก่กล้าจนติดอยู่ในวัฏฏะ เรียกว่าสังขารธรรมทั้งหลายอันเป็นของเก่า มันมารวมตัวกันรุมเร้าเล่นงานเอา เพราะว่ายังมีกิเลสที่ยังขัดเกลาไม่ได้เป็น กิเลสมาร ที่มีกำลังมาก ร่วมกับอภิสังขารมาร เวทนาขันธ์ จึงเกิด จะเป็นทุกขเวทนา หรือ สุขเวทนา หรือ อทุกขมสุขเวทนา คือจะทุกข์ก็ไม่ทุกข์นัก จะสุขก็ไม่สุขนัก มันพะอืดพะอม จะว่าเฉยก็ไม่ใช่ เพราะว่าการวางเฉยเหตุเพราะรู้คุณและโทษนั้นเป็น อุเบกขา ไปแล้ว

เวทนาเหล่านี้ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ไม่สามารถที่จะขัดเกลาทำลายออกจากจิต ไม่อาจที่จะปหานเวทนาได้ เกิดความหดหู่เซื่องซึมขึ้นในอารมณ์ที่เรียกว่า ถีนมิทธะ จึงเกิดความฟุ้งซ่านหงุดหงิด ร้อนใจ กระวนกระวาย กลัดกลุ้มกังวล เพราะหาทางออกไม่ได้ ที่เรียกว่า อุทธัจจะกุกกุจจะ จึงเริ่มเกิดความไม่แน่ใจในตนเองว่าจะเลือกเดินทางไหนดี จะเดินทางสายใหม่ที่นำสู่ความขัดเกลากิเลสก็ยังไม่ค่อยแน่ใจตนเองว่าจะไหวหรือไม่ เส้นทางสายไหมสายสุขนี้ก็ยังไม่กระจ่างจิตดีนัก จะดีจริงหรือไม่ แต่ที่เคยผ่านมานั้น เส้นทางสายเดิมก็ใช่ว่าจะไม่มีความสุข มันมีทั้งรสชาติที่เคยคุ้น เคยชอบ แม้จะมีทุกข์บ้างก็เป็นครั้งคราว แต่ก็ผ่านไปได้ทุกที ทั้งสุรา นารี ภาชี กีฬาบัตร ล้วนแต่นำความรู้สึกคึกคักมีชีวิตชีวา เพราะว่าชีวิตที่เกิดมานั้นคือการต่อสู้ เราก็สู้อยู่แล้วที่ผ่านมาก็สู้ไม่ถอย อะไรจะมายอมแพ้ชีวิต ก็เลยสิ้นคิดตัดสินใจให้ติดอยู่ในความสุขอย่างที่เคยมีเคยเป็นพ่ายแพ้ต่อ เทวปุตตะมาร คือตัว อภิสังขารที่ปรุงแต่งหนักขึ้นให้ข้องติดอยู่ในกามสุข ยิ่งปรุงก็ยิ่งดึงเอาสัญญาเก่าๆ ที่ติดจิตข้ามภพข้ามชาติมา ที่เป็นอนุสัยนอนเนื่องให้ได้ออกมาสำแดงเดช จนไม่อาจที่จะตัดใจขาดจากกามสุขได้ ต้องตกเป็นเหยื่อของ มัจจุมาร ที่ไม่ยอมละการทำลายรูปขันธ์ร่างกายให้ต้องเสื่อมไปด้วยชราและพยาธิ แม้จะได้บำรุงรักษาอย่างไร เพียรพยายามจนหมดสิ้นทรัพย์สินเงินทองมากมายสักเท่าไร ก็ไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้ อันเป็นไปตามกฎแห่งพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่ต้องวนเวียนอยู่ในวัฏฏะจนไม่สามารถจะถอนออกได้นั้น ก็เพราะตัว อวิชชา คือ โลภะ โทสะ โมหะ นั่นเอง ไม่มีความมุ่งมั่นที่จะตัดความไม่รู้ออกจากจิต ไม่มีกำลังพอที่จะละ ที่จะเสียสละกามสุข แล้วทำการค้นหาสัจธรรม อันเป็นของธรรมดา ที่มีที่เป็นอยู่ทุกวินาที มีอยู่แล้วในตัวตนของตนเอง ปล่อยให้ความลังเลไม่แน่ใจ ที่เรียกว่า วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในธรรมอันเป็นธรรมดา เมื่อเกิดขึ้นได้ย่อมต้องดับได้ ไม่ว่าสิ่งใดๆ ไม่มีความทรงอยู่ตั้งอยู่ได้อย่างถาวร กิเลสก็เช่นกัน ทรงอยู่ไม่ได้ ถ้าจิตนี้มีการพัฒนาไปในทางที่ดี ที่เจริญ ที่จะทำลายความเสื่อมคืออวิชชาออกเสีย ความรู้จริงถ่องแท้ในพฤติกรรมของจิต ก็ต้องถูกค้นพบเรียนรู้ด้วยตนเองจนได้ ความรู้จริงถ่องแท้นี้เรียกว่า วิชชา