ไขปัญหาธรรมบนเว็บบอร์ด

คำสอนหลวงปู่ เรื่อง ขันธ์ ๕ มาร ๕ และโพธิปักขิตยธรรม ๓๗ ตอนที่่ 2

โพธิปักขิตยธรรม  ๓๗

ก็ความรู้จริงถ่องแท้นี้จะเกิดขึ้นได้ จะมีได้จะเป็นได้ก็อาศัยธรรมชาติทั้งปวงที่มีอยู่แล้วในทุกตัวสัตว์ พระธรรมหรือธรรมชาติทั้งหลาย อันเป็นองค์ประกอบในการก่อให้เกิดวิชชาขึ้นนี้ พระพุทธองค์ทรงเรียกว่า โพธิปักขิตยธรรม คือธรรม(ที่ทรงใช้ร่วมกัน ณ ใต้ต้นโพธิ)อันเป็นฝักฝ่ายแห่งการตรัสรู้ หมายความว่ารู้จริงรู้อย่างถ่องแท้ทุกขั้นตอนของการเกิดดับแห่งพฤติของจิตในทุกสถานะ ภาวะ อารมณ์ เหตุแห่งการเกิด เหตุแห่งการดับ  จนสามารถเรียกได้ว่าเป็นวิชชา เหตุเพราะจิตเป็นต้นกำเนิดแห่งกรรมทั้งปวง จึงมีเพียงทางสายเดียวที่จะสามารถรู้ทุกสิ่งได้ นั่นก็คือการศึกษาและทำความเข้าใจในพฤติของจิต ทั้งที่จิตนี้ก็มีอยู่ในทุกตัวสัตว์แล้ว แต่เพราะว่าสัตว์นั้นไม่เคยสนใจใยดีที่จะรู้จักตัวบงการ  เมื่อต้องการที่จะเป็นผู้รู้ จึงไม่จำเป็นที่จะต้องไปศึกษาจากที่ใด เพียงแต่ทำความรู้จักกับจิตของตน โดยเริ่มต้นตั้งแต่ขั้นง่ายๆ ด้วยการตั้งข้อสงสัยขึ้นมาเท่านั้นเอง เรียกว่า วิมังสา แล้วก็เริ่มเรียนรู้จิตด้วยการตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต ให้รู้เห็นตามความเป็นจริง (ที่เรียกว่ากำหนดรู้ในสัณฐานและสังขาร คือกำหนดรู้ลักษณะของเวทนาทั้งหลายทั้งทางกายภาพชีวภาพและการปรุงแต่งอารมณ์ เป็นการค้นให้รู้ถึงสมุหทัยคือต้นเหตุแห่งเวทนานั้น) ว่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นอยู่ดับไปนั้น เป็นแต่เพียงจิตเป็นตัวบงการ ไม่ใช่สัตว์เป็นตัวกระทำ ไม่ใช่บุคคลเป็นผู้กระทำ ไม่ใช่ตัวตนของเราของเขาเป็นผู้กระทำ เรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ทั้งหมดเป็นแต่เพียงพลังงานชนิดหนึ่งที่แฝงอยู่ในสัตว์แฝงอยู่ในสิ่งต่างๆ เป็นตัวเร่งเร้าให้สิ่งที่พลังงานนั้นแฝงอยู่เป็นตัวกระทำ ด้วยเหตุที่พลังงานนั้นไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีเครื่องมือจึงไม่สามารถทำการเอง เช่น ใบไม้ กิ่งไม้ ต้นไม้ จะไหวจะขยับได้จะต้องมีพลังงานชนิดหนึ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแต่รับรู้ได้สัมผัสได้ เมื่อพลังงานนั้นไปกระทบเข้ากับสิ่งอื่นๆ ที่มีรูป จึงสามารถรับรู้ได้ว่าวัตถุ สิ่งของหรือรูปลักษณ์นั้น ๆ เคลื่อนไหว  จึงพลังงานนั้นถูกบัญญัติเรียกว่าลม เป็นต้น  น้ำในมหาสมุทรซึ่งเสมือนว่าถูกบรรจุอยู่ในอ่างใบใหญ่ที่สามารถวางสิ่งต่างๆ ในนั้นได้มากมาย อยู่มาวันหนึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของแผ่นดิน เหตุเพราะมีการใช้สอยแผ่นดินในรูปแบบต่างๆ เช่นมีการดึงเอาน้ำที่อยู่ใต้แผ่นดิน  ซึ่งเป็นตัวหนุนหรือตัวอุดช่องว่างในแผ่นดินออกไป จะด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม อาจจะมาจากการถูกเคลื่อนย้ายโดยธรรมชาติ เหตุเพราะเกิดความร้อนผิดปกติใต้แผ่นดิน หรือโดยถูกกระทำจากผู้ใช้สอยประโยชน์ของแผ่นดินเองก็ตาม ทำให้ขาดความสมดุลในการรับน้ำหนัก  จึงเกิดการไหวตัวของแผ่นดินขึ้น ด้วยเหตุที่แผ่นดินที่ไหวนี้อยู่ในน้ำ อยู่ในอ่างใหญ่ อยู่ในมหาสมุทร   มือน้อยๆ ที่กวัดแกว่งอยู่ในน้ำ ยังสามารถพาเอาวัตถุเช่นร่างกาย หรืออาจจะเป็นลำขอนไม้ที่กายนี้อาศัยอยู่เคลื่อนไหวไปได้ เมื่อเป็นแผ่นดินที่มีขนาดใหญ่กว่ามือมากมายนักเคลื่อนไหว น้ำในมหาสมุทรก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ต้องมีการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงเป็นธรรมดา เมื่อการขยับตัวของแผ่นดินมิใช่เป็นการขยับจากเบื้องบน แต่เป็นการขยับจากเบื้องล่างซึ่งอยู่ใต้น้ำ แน่นอนย่อมเกิดพลังงานอย่างมหาศาลชนิดหนึ่ง ซึ่งถูกเรียกว่าคลื่นใต้น้ำขึ้น มีอำนาจรุนแรง สร้างปรากฏการณ์ชนิดหนึ่งขึ้นมา เป็นรูป เป็นคลื่น ขนาดจะเล็ก ปานกลาง หรือใหญ่มากขนาดที่เรียกว่าคลื่นยักษ์ ทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับการกระทำของวัตถุที่เคลื่อนไหวคือแผ่นดิน ถ้ามีการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง ผลของการกระทำคือกรรม ย่อมรุนแรงตาม อาจมีการบาดเจ็บล้มตาย ได้รับความเสียหายอย่างมากมาย ดังเช่นที่เราได้ทราบกันแล้วจากผลของคลื่นสึนามิ  ถ้าจะเปรียบในเรื่องนี้กับพระธรรมแล้วก็ได้แก่ข้อ  กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

บางครั้งจะเห็นว่า รูป คือร่างกายที่จิตอาศัยเพื่อการประกอบกรรมนั้น ก็ไม่อยู่ในอาณัติควบคุม มีการเปลี่ยนแปลงไปเองด้วยธรรมชาติของมันเอง อาจเกิดการเคลื่อนไหลของ เลือด ลม เส้นเอ็นน้อยใหญ่ กระดูกต่างๆ กล้ามเนื้อ หรือแม้แต่ลมที่มีอยู่ภายในและภายนอก อย่างผิดปกติ หรือโดยการกระทำจากวัตถุอื่นๆ จากภายนอกก็ตามภายในก็ตาม  ผลกระทบจากการกระทำนี้ทำให้เกิดปฏิกิริยาชนิดหนึ่งเรียกว่า เวทนา มีผลไปกระทบต่อจิต ทำให้จิตแสดงพลังงานออกมา พลังงานของจิตที่จะแสดงออกมา หนัก เบา รุนแรง หรือสงบ ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำเปลี่ยนแปลงของกาย  การที่จะไม่มีการตอบสนองจากจิตอย่างรุนแรงหรือถึงขั้นสงบนั้น  ก็ต้องมีการกำหนดตั้งสติเพื่อที่จะเรียนรู้พฤติของกาย ก็เหมือนกับการศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติของทะเล แล้วทำการป้องกัน จากหนักก็จะเป็นเบาที่เบาก็จะหมดไปในที่สุด จึงมีความจำเป็นที่จะต้องกำหนดรู้กายนี้ด้วยสติปัฏฐานข้อ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เมื่อกำหนดรู้การเปลี่ยนแปลงของกาย อันเนื่องมาจากการกระทบจากภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม เรียกว่าจาก อายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และ อายตนะภายนอก คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อารมณ์(ของสิ่งอื่น) ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นชนิดหนึ่งรวมเรียกว่า เวทนา ไม่ว่าจะเป็น สุข หรือทุกข์ หรือไม่สุขเสียทีเดียวไม่ทุกข์เสียทีเดียว เวทนานี้เป็นผลมาจากปฏิกิริยาของกายและจิตร่วมกัน เมื่อกายเปลี่ยนแปลง จิตรับรู้อะไร แล้วจิตสงสัญญาณอะไรออกมา อันนี้ต้องกำหนดรู้ให้ได้ ต้องกำหนดรู้ในสันฐานและสังขาร คือกำหนดรู้ในลักษณะของการกระทบและการปรุงแต่งของจิต เรียกการกำหนดรู้ในเรื่องนี้ว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ในเมื่อเรากำหนดรู้เรื่องของจิต กำหนดรู้เรื่องของกาย กำหนดรู้เรื่องของเวทนา สิ่งที่เป็นความรู้เกิดขึ้นในระดับนี้เรียกว่าเกิดอารมณ์รู้ในธรรมชาติของ รูป คือส่วนที่เป็นกายหยาบทั้งภายในและภายนอก และเกิดอารมณ์รู้ในธรรมชาติของ นาม คือส่วนที่ไม่อาจจะกำหนดเป็นรูปได้ เพียงแต่เป็นความรู้สึก เป็นอารมณ์รู้ การที่จะรวบรวมประมวลความรู้ความเข้าใจในส่วนทั้งสองที่เกิดขึ้น คือธรรมชาติที่กำหนดรูปร่างได้คือ รูป และธรรมชาติที่กำหนดรูปร่างไม่ได้คือ อารมณ์  การที่จะกำหนดรู้ในขั้นนี้ได้ต้องรู้ในสามสิ่งที่ผ่านมาเสียก่อน จึงเรียกว่าการกำหนดรู้ในธรรมชาติของ รูป นาม เหตุที่จะให้รู้ได้ ก็ต้องรู้จักรูป รู้จักนาม  เมื่อรู้จักว่าอะไรเป็นรูป อะไรเป็นนามแล้ว ก็เหลือเพียงความเข้าใจว่าทั้งหมดนั้นเป็นเพียงธรรมชาติที่เป็นธรรมดา มันมีมันเป็นของมันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะในสิ่งใดๆ ไม่อาจจะกำหนดหมายลงไปได้ว่า เป็นเฉพาะ ในคน ในสัตว์ ในสิ่งต่างๆ  ภูเขา แผ่นดิน ต้นไม้ ทะเล ในเมื่อรู้เสียอย่างนี้แล้วว่า มันต้องมีต้องเป็นอยู่แล้วในธรรมชาติทุกสิ่งเป็นธรรมดา ส่วนที่เราเรียกชื่อได้นั้นเพราะว่าเราเป็นผู้กำหนดเอาเอง  บัญญัติเอาเองว่าเป็นคน เป็นทะเล  แต่ว่าการเกิดของธรรมชาตินั้นนั่นก็เหมือนกัน มีหนักมีเบาเหมือนกัน มีความดี มีความเสียหายเหมือนกัน นั่นเป็นธรรมดา เมื่อเกิดขึ้นได้ ก็หมดไปได้ ไม่จำเป็นต้องไปทำอะไรต่อธรรมชาตินั้น มันก็เลิกไป ดับไปเองด้วยตัวของมันเองหยุดไปเองด้วยตัวของมันเอง  เมื่อเจ็บปวดเพราะผลของการกระทบจากปฏิกิริยาของสองกรรม เมื่อรู้จัก ก็จบลง เพราะว่าเราได้กำหนดรู้แล้ว ถึงสิ่งที่ได้เกิดขึ้นและจบลง  สิ่งเหล่านี้เราเรียกว่ากำหนดรู้ในธรรมชาติ ที่จะมีจะเป็นและจะหมดไป เรียกว่า ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือรู้ในธรรมเข้าใจในธรรม เพราะรู้ในธรรมเข้าใจในธรรมว่ามันมีมันเป็นของมันอยู่แล้ว  ไม่ใช่ว่าใครจะไปเป็นผู้กำหนดกระทำ แต่ว่ามันมีมันเป็นของมันอยู่แล้ว เป็นธรรมชาติเป็นธรรมดา เมื่อเกิดขึ้นได้ย่อมต้องจบลงได้เป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติของทุกสิ่งที่เมื่อเกิดขึ้นได้ย่อมต้องดับลงเป็นธรรมดา เมื่อเข้าใจได้อย่างนี้เข้าใจได้ว่านั่นเป็นไปตามธรรม ไม่ใช่เป็นการกระทำหรือว่ากรรมของสิ่งใดๆ ก็จะเข้าใจธรรมเข้าใจธรรมชาติว่าเป็นไปตามธรรมเป็นธรรมดา

ถ้าจะมองให้ละเอียดลงไปอีกก็จะเห็นได้เลยว่า ทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่จิตเอง เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะเรียนรู้ ทรงอยู่ ถ่ายทอด แล้วก็ดับไป ในช่วงที่ดับไปนั้น จิตใหม่ได้เกิดขึ้นในทันทีที่จิตเก่าดับด้วยปฏิกิริยาที่ตรงกัน คือจุติจิตและปฏิสนธิจิตเป็นจิตดวงเดียวกัน ที่ต่างกันคือ จิตดวงใหม่มีสิ่งที่ได้รับถ่ายทอดมาจากดวงเก่าทั้งหมด แล้วก็เริ่มเรียนรู้อารมณ์ใหม่ทันที นี่เป็นขั้นตอนเป็นโอกาสทองของการกระทำจิตให้ผ่องใส เมื่อรู้มรรค มรรคญาณเกิด เมื่อได้รับผลจากการที่รู้มรรคเพราะเดินถูก ผลญาณก็เกิด จะกระทำจิตให้ผ่องใสได้อย่างไร ก็ได้ด้วยการเข้าใจถึงพฤติของจิตในช่วงเกิดดับนี้ ในขณะทีจิตเกิดจิตจะเรียนรู้อารมณ์ ถ้าอารมณ์ที่จิตเรียนรู้เป็นอารมณ์ของสิ่งที่เป็นอกุศล จิตก็จะจดจำอารมณ์อกุศลนั้น  ถ้าเป็นอารมณ์กุศล จิตก็จะจดจำอารมณ์อกุศลนั้น  ขณะที่จิตกำลังจะดับ  จิตจะถ่ายทอดอารมณ์ที่เรียนรู้มาให้กับจิตดวงใหม่ เป็นอย่างนี้เรื่อยไป สภาวะนี้เรียกว่าสันตติการสืบทอดส่งต่ออารมณ์ของจิตอย่างต่อเนื่องไม่มีช่องว่าง เมื่อรู้เช่นนี้เราก็จะเพียรระวังรักษา พยายามปิดกั้นจิตสร้างอุบายไม่ให้จิตกลับเข้าสู่ฝ่ายอกุศล เรียกว่า สังวรปธาน เมื่อจิตตั้งอยู่ในฝักฝ่ายกุศลนานเข้า จิตก็จะรู้จักแยกแยะว่าอะไรเป็นกุศลอะไรเป็นอกุศลดีขึ้น อารมณ์ในขณะนี้ เหมาะที่จะทำการกำจัดเอาอกุศลกรรมเก่าที่มีอยู่แล้วในจิต ให้ออกไปให้มากที่สุด เรียกว่า ปหานปธาน ในขณะที่เพียรละอกุศลเก่าในจิตให้ออกนั้น ยังสำคัญไม่ได้ว่าจิตจะยินยอมพร้อมใจด้วย ก็จะต้องเพียรนำเอากุศลกรรมเติมใส่เข้าไปในจิตให้มากเข้าไว้ โดยจะต้องพยายามทำแต่กุศลกรรมให้มาก เพื่อที่จะให้จิตได้เสพคุ้นกับการทำกรรมดี เรียกว่า ภาวนาปธาน เมื่อต้องใช้ความเพียรพยายามในการถอดถอนอกุศลธรรมออกจากจิต และสร้างจิตให้เสพคุ้นกับกุศลธรรมอย่างยิ่ง ก็ต้องเพียรพยายามรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วในจิต ให้คงอยู่อย่างไม่เสื่อมคลายไป และจะต้องให้กุศลธรรมนั้นตั้งมั่นอย่างถาวรตลอดไป นี่เรียกว่า อนุรักขนาปธาน จะเห็นได้ว่าการพัฒนาจิตอบรมจิตนั้นมีขั้นตอนที่เป็นระบบไม่ข้ามขั้น ค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้เกิดความมั่นคงไม่คลอนแคลน จะใช้เวลายาวหรือสั้นนั้นขึ้นอยู่แต่กรรมคือการกระทำของแต่ละบุคคล ต้องเป็นไปตามขั้นตอน เหตุก็เพราะว่าจิตเรานั้นสั่งสมกิเลสมานาน ผู้ที่สามารถกระทำจิตเข้าใจจิตได้เร็วนั้นก็ด้วยปัญญาอันอบรมมาดีแล้ว เป็นสิ่งที่ได้อบรม ติดมาแล้วอยู่ในจิต เมื่อได้มาเพียรกระทำเพิ่มอีก ก็เหมือนเอากุญแจมาไข ประตูจิตนั้นก็เปิดให้กุศลธรรมที่เคยอบรมมาแล้วเป็นอย่างดีหลั่งไหลออกมา

ปริยัติเป็นแนวทาง เป็นแผนที่ ปฏิบัติเป็นการรู้เป็นการเห็นจริงเป็นปัญญา เป็นวิชชา  การที่จะกระทำให้ได้อย่างนี้ ต้องมี ฉันทะ คือความพึงใจพอใจที่จะกระทำเสียก่อน ต้องเห็นจุดหมายความมุ่งหวัง ดุจดังนักศึกษาที่มิได้หวังเพียงปริญญา แต่ว่ามีความมุ่งมั่นที่จะต้องได้เกิยรตินิยม จึงมี วิริยะ คือความเพียรพยายาที่จะกระทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ท้อแท้ถดถอยจะเหนื่อยยากอย่างไรก็ไม่บ่น มุ่งมั่นพากเพียรอย่างจริงจัง  เป็นเหตุสำคัญให้มี จิตตะ คือมีสมาธิจดจ่อที่จะกระทำกิจที่ตนตั้งใจให้ลุล่วงไม่วอกแวกโลเล มุ่งมัน มุ่งตรง สงบเย็นไร้กังวล อันเป็นเหตุสำคัญให้มี วิมังสา คือ มีความใคร่ครวญพินิจพิจารณา หาเหตุหาผล หาความรู้ที่จะเอามาเปรียบเทียบ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในธรรมที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะยากจะง่ายก็จะทำความเข้าใจให้ได้  ทั้งนี้ต้องประกอบไปด้วยธรรมข้อที่เรียกว่า อินทรีย์ ๕ และ พละ ๕ คือธรรมที่เป็นใหญ่(อินทรีย์) และมีกำลังมั่นคง(พละ) ในข้อของความ สัทธา คือความเชื่อมั่นในธรรมที่ตนกำลังศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์วิจัย ว่าเป็นคำสอนของผู้ที่มีความเลิศทางปัญญาอย่างยิ่ง เพียงทำตามคำสอนเล็กน้อยก็เห็นจริง  จึงก่อให้เกิด วิริยะ มีความเพียรพยายามที่จะ ศึกษาวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งเห็นจริง ให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถได้ ความตั้งมั่นแห่ง สติ คือความระรึกรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่า กำลังเพียรพยายามศึกษาค้นคว้าในเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่งยวดอยู่ จะประมาทเผลอเลอต่อสิ่งใดๆ ทั้งปวงไม่ได้ จึงก่อให้เกิด สมาธิ มีความตั้งมั่นไม่โลเลคลอนแคลนบ่ายเบี่ยงเลี่ยงหลบ ไม่วอกแวก จิตนั้นมุ่งตรงเข้าหาเป้าที่หมายมั่นเอาไว้อย่างเฉียบคม ดุจดังงิ้วป่าที่สลัดกิ่งใบทิ้ง เหลือเพียงยอดที่พอเพียงสำหรับเลี้ยงดูตน แทรกหนีพุ่มกลุ่มที่บดบัง ขึ้นหาตะวันเพื่อความเจริญแห่งตน จึงก่อให้เกิด ปัญญา คือความสามารถในการลำดับเหตุการณ์ องค์ความรู้ที่ตนทำการ วิเคราะห์ ศีกษา แล้วประมวลมาเป็นความรู้ความเข้าใจ ในข้อเหล่านี้ ถือเป็นฐานอันสำคัญยิ่งที่จะขาดไม่ได้ ในการกระทำให้แจ้งแห่งสรรพความรู้ แห่งพระธรรม แห่งปัญญารู้ยิ่ง

ความเป็นจริง พระพุทธองค์ยังทรงแยกเหตุอันสำคัญเอาไว้ต่างหากอีก คือธรรมข้อที่เรียกว่า โพชฌงค์ ๗ ประการ  เจ็ดประการนั้นมีความสำคัญอย่างไร  ที่สำคัญที่สุดอันเป็นเหตุให้รู้ให้เข้าใจ ให้แจ้งในธรรมต่างๆ นั้น ก็มีเพียงข้อเดียวที่สำคัญ  คือ ธัมมวิจย หรือในอีกชื่อหนึ่งคือ วิปัสสนา(กัมมัฏฐาน) การวิเคราะห์วิจัยธรรมที่ปรากฏเกิดแก่จิตเมื่อใด ก็ให้นำธรรมข้อนั้นมาทำการวิจัย ไม่ละเว้นว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดี  เพราะเมื่อธรรมนั้นปรากฏเกิดขึ้นมาในจิตได้ ก็หมายความว่าธรรมนั้นได้เคยประทับไว้แล้วในจิต ธรรมใดๆ ก็ตามที่ปรากฏเกิดแก่อายตนะภายในทั้งหก จิตได้ทำหน้าที่ประทับทรงจำด้วยการเกิดดับรวม ๑๗ ขณะ เมื่อครบทั้ง ๑๗ ขณะจิตแล้วเรียกว่าประทับสำเร็จแล้ว ๑ รูป ก็คือ มีการพิมพ์หรือประทับหรือบันทึกหรือเก็บรักษาหรือทรงจำเอาไว้แล้วในจิต ตั้งแต่เริ่มต้นขณะที่หนึ่งจนถึงขณะสุดท้ายที่ปรากฎเป็นกริยาหรือกรรม ขึ้นอยู่กับการปรุงแต่งของจิตที่เรียกว่าสังขาร ถ้าไม่มีการปรุงแต่งเรียกว่าเป็นเพียงกิริยา ถ้ามีการปรุงแต่งก็จะเป็นกรรม สิ่งเหล่านี้รวมเรียกว่ากิเลส ถ้าเป็นกรรมที่แสดงแล้ว ดีหรือชั่วก็ตามเป็นกิเลสอย่างหยาบ ถ้ารู้ได้แต่ไม่แสดงออกเป็นอย่างกลาง ลังเลอย่างเบา  สงสัยอย่างอ่อน  ไม่แน่ใจอย่างละเอียด  ไม่เชื่อว่ามีอยู่เป็นอนุสัย  เมื่อธรรมนั้นได้โอกาสสบช่องปรากฏออกมา ก็ต้องไม่พลาดที่จะนำธรรมนั้นมาวิเคราะห์วิจัยว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร แล้วมาจากสาเหตุอะไร มีแนวโน้มที่จะนำจิตไปสู่ความไม่ดีไม่งามอย่างไรบ้าง จะมีโอกาสนำไปสู่ความดีอะไรบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นธรรมฝักฝ่ายที่เป็นอกุศลเสียเป็นส่วนมาก  เพราะว่าเรานั้นเพียรพยายามที่จะนำเอาอกุศลธรรมออกจากจิตเพื่อการกระทำจิตให้ผ่องใส ในขั้นของปหานปธาน จึงไม่ควรละโอกาสที่จะจดจ่อจิตเอาไว้ ด้วยความมี สติ มี สมาธิ ตั้งมั่น เมื่อสบช่องก็ต้องรีบหยิบยกเอามาวิเคราะห์ วิจารณ์ วิจัย ด้วยความ วิริยะ อุสาหะอย่างยิ่งแล้วก็พัฒนาธรรมข้อนั้นให้กลับเป็นฝักฝ่ายที่ดี แล้วก็ให้จิตดวงใหม่ที่จะเกิดขึ้นมาเรียนรู้สิ่งที่ดี จดจำสิ่งที่ดี แล้วก็ถ่ายทอดสิ่งที่ดีให้สืบเนื่องต่อไปเรื่อยๆ ในขั้นของ สันตติ และในขั้นตอน อนุรักขนูปธาน จนกระทั้งจิตนี้เสพคุ้นกับความดี ทำอย่างนี้เรื่อยไปจนกระทั่งจิตไม่ถ่ายทอดความไม่ดีไม่งามออกมาแล้ว(อนิมิต) จิตนี้ได้ชำระล้างแล้วด้วยน้ำดีค่อยเป็นค่อยไป นานเข้าจิตก็จะโพลง สว่างจากอกุศล จากกิเลส นี่เรียกว่า สจิตตะปะริโยทะปะนัง การชำระล้างจิตให้ผ่องใส  เมื่อจิตได้รับการชำระล้างเราก็จะรู้ได้สัมผัสได้ ความเอิบอิ่มก็จะเกิดขึ้นในจิตทุกครั้งที่สามารถชำระได้ ความมีจิตเบาที่รู้สึกเป็นสุขก็จะซาบซ่าน เหตุเพราะร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงทางเคมีทางกายภาพ หลั่งสารแห่งความสุขที่เรียกว่าเอ็นโดรฟินออกมา ความสุขที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ จะก่อเกิดเป็นความ ปีติ ยินดีอย่างมาก จิตเสวยอารมณ์ปีติยินดีมีสุขอยู่ก็ต้องวิจัยธรรมที่เกิดขึ้นว่ามันไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มันเป็นธรรมดาของโลก ของธรรม มันเป็นธรรมชาติ สัตว์ทั้งปวงย่อมมีย่อมเป็นเช่นเดียวกัน ที่เราเป็นอยู่อย่างนี้มันก็ยังติดอยู่ในวัฏฏะ ความสงบจะค่อยๆ เกิดขึ้น จิตเริ่มเบาเหตุเพราะได้เพียรมาด้วยความจดจ่อพิจารณา ความสงบเย็นก็จะมีมากขึ้นเป็นลำดับ จิตก็เบากายก็เบา สภาวะนี้เรียกว่า ปัสสัทธิ เป็นสภาวะที่จิตสงบพักผ่อนเปี่ยมไปด้วยพลังเพื่อที่จะรวบรวมสภาวะธรรมทั้งปวงที่เกิดขึ้นในขณะที่เรียนรู้ กลับมาทำการพิจารณารวบรวมเป็นองค์ความรู้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะสอนตนเองเป็นอันดับแรก ขณะที่กำลังรวบรวมอยู่นั้น ความรู้ในธรรม ความสงบในธรรม ความเข้าใจในธรรม ก็จะเริ่มก่อตัวขึ้นทำให้เกิดความเข้าใจในเบื้องต้นว่า ธรรมทั้งปวงมีความเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา ย่อมมีความดับได้เป็นธรรมดา ดูจะมีความชัดเจนในจิตมากขึ้น ความสงบก็มีมากขึ้น ความว่างความโพลงก็เริ่มมากขึ้นในจิตจนกระทั่งความวางเฉยเริ่มก่อตัว เหตุเพราะความเข้าใจความปีติความสุข ความเคร่งเครียดจากการที่จิตจดจ่อด้วยสมาธิในการพิจารณาธรรมจางไป กลับกลายเป็นความวางเฉย วางเฉยเพราะจิตนั้นซาบซึ้งและเข้าสู่ธรรมมากขึ้น จึงมองธรรมทั้งปวงว่ามันเป็นธรรมดาของมันอยู่แล้ว เราเข้าไปวุ่นวายกับมันเองเราไม่ทันมันเอง มันเกิดแล้วก็ดับเป็นอยู่อย่างนี้หลายภพหลายชาติมากมายนัก จิตจึงตั้งมั่นเป็น อุเบกขา

ที่ว่าเป็นอุเบกขาเพราะว่าจิตตั้งมั่นด้วยปัญญา มิใช่ตั้งมั่นด้วยสมาธิ ถ้าตั้งมั่นด้วยสมาธิ มันจะกลายเป็นการเข้าสู่ ฌาน จิตที่ตั้งมั่นด้วยสมาธิเข้าสู่ฌานนั้นจะดีสำหรับการผักผ่อน จะอยู่ได้นานหลายๆวันถึงเจ็ดวันโดยไม่ต้องกินอาหาร เรียกว่าการเสวยสุขด้วยนามกาย อาการเช่นนี้จะอยู่ในอาการนั่งสมาธิก็ได้ หลับสมาธิก็ได้ หรือจะมีสติอยู่สมบูรณ์แล้วกำหนดรู้อาการต่างๆ ทำการงานเป็นปกติ แต่ปล่อยให้จิตเสวยปีติและสุขอยู่อย่างนั้น เท่าที่เคยทดลองก็สามวัน เมื่อคลายออกจากฌาน ก็จะมีอาการเป็นปกติ ขณะอยู่ในฌานจิตก็จะเสวยอารมณ์ ๕ อยู่ตลอดเวลา เมื่อไม่ทำการใดๆ คือกิจเบา จิตจะเสวยอารมณ์เพียงสอง คือปีติและสุข เมื่อต้องกระทบกับอะไร จิตก็จะเสวยอารมณ์ ๕ คือเอาอารมณ์ที่มากระทบนั้นมาพิจารณา เรียกว่า จิตเสวยอารมณ์ วิตก หยิบยกเอามา วิจารณ์ ทำการพิจารณา มองเห็นเป็นเรื่องธรรมดา ด้วยความเป็นจริงแห่งธรรม ควบบวกกับการวางเฉยแต่ยังไม่ถึงอุเบกขา เพราะในการวางเฉยได้นั้น ต้องมีเมตตาผสมผสานอยู่ ไม่เช่นนั้นจิตจะหมองเพราะความยึดถือ ด้วยเพราะเมตตาจึงปล่อยวางเห็นเป็นเรื่องธรรมดา จึงเกิด ปีติ ขึ้น เมื่อจิตมีปีติ กายก็รับรู้ความปีตินั้น เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและเคมีในร่างกาย ก็จะหลั่งสารแห่งความสุขคือเอ็นโดรฟินออกมา จิตก็รับรู้ สุข จิตก็จะเสวยอารมณ์ปีติและสุขอยู่ ในช่วงเวลานั้นความปล่อยวางเพราะมีความเข้าใจ เอกัคคตาจิต ก็เกิดขึ้น วนเวียนอยู่เช่นนี้ เมื่อพักผ่อนจิตก็เสวยปีติและสุขอยู่เป็นนามธรรม เมื่อต้องกระทบอารมณ์ ก็ยกเอามาพิจารณาด้วยปัญญาที่อบรมมาเห็นเป็นธรรมดาผสมผสานกับเมตตา อยู่อย่างนี้ อาจมีผู้ทำได้นานวันกว่านี้โดยไม่ต้องมีอาหาร อาศัยเพียงแค่น้ำผสมเกลือและน้ำตาลเล็กน้อยก็จะอยู่ได้นานวันมาก เคยทดลองอยู่ได้สิบกว่าวันด้วยข้าวเหนียวและผักห้าคำเล็ก ๆ เรียกว่ากินพอเป็นพิธี ไม่ให้กระเพาะต้องได้รับอันตราย เนื่องจากเป็นโรคกระเพาะเรื้อรังมานานหลายสิบปี หลังจากรับอาหารเล็กน้อยแล้วก็เตรียมตัวเดินขึ้นเขาสูงมาก ไปนั่งพักทำสมาธิบนเขาที่มีความงดงามรอบข้าง เสวยสุขอยู่อย่างนั้นจนสายมากๆ แดดเริ่มร้อนแล้วก็เดินลงเขามา ทำอยู่อย่างนี้สิบกว่าวัน พอมีฝนตกทางเปียกมากเริ่มจะขึ้นเขาลำบากก็เลิก แต่ไม่คลายฌาน ก็มีความสุขดี สุขภาพดี แข็งแรง น้ำหนักลดลง เลือดลมเดินสดวก ใครที่ปรารถนาจะลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้ รับรองว่าได้ผลมากและไม่เป็นอันตราย แต่ต้องฝึกจิตก่อน ต้องฝึกควบคุมจิตตนเองให้สงบนิ่งก่อน ไม่คิดฟุ้งซ่านไม่คิดกระจัดกระจายไร้สาระ ไม่คิดร้ายแก่ใครแม้แต่ตัวเอง มองทุกสิ่งทุกอย่างในแง่ดี แม้แต่ก้อนหินที่เดินผ่านเหยียบไป ก็จะเห็นประโยชน์ของเขา ไม้ล้มลุกเล็กๆที่ถูกไฟป่าเผาแล้วก็ยังเห็นค่าของเขา ต้องทำให้ได้อย่างนี้เสียก่อน รับรองว่าสุขภาพจิตสุขภาพกายสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างนี้แหละเรียกว่า ปฏิบัติธรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการดำรงชีวิตอย่างสุขนิรันดร์

เมื่อเพียรจิตและดำรงธรรมมาถึงขั้นนี้แล้ว จิตก็จะตั้งมั่นมีความเข้าใจในธรรมทั้งปวงมากขึ้นจนถึงขั้นเป็น สัมมาทิฏฐิ ซึ่งหมายความว่ามีความรอบรู้ในธรรมทั้งปวงที่เกิดขึ้นกับจิตตนถึงระดับขั้นหนึ่ง พอที่จะนำเอามาประมวลเป็นบาทฐานแนวทางในการคิด ในการพิจารณา ธรรมทั้งปวงที่เกิดขึ้นในภายนอก ที่ต้องรับรู้โดยอายตนะทั้งสิบสอง ความหวั่นไหว ไม่เข้าใจในธรรมนั้นยังคงมี ยังคงมีความประมาท ยังคงมีความยินดีในสิ่งต่างๆ อยู่ แต่เพราะความรู้ความเข้าใจในพฤติของจิตที่ได้ทำการฝึกฝนตนเองมาจนพอจะเอาตัวรอดได้แล้ว ก็จะทำให้มีแนวทางในการคิดที่มีระเบียบแบบแผนตรงต่อธรรม ตรงต่อโลก เป็น สัมมาสังกัปปะ เริ่มสงบกาย สงบใจ สงบวาจาคล้ายๆ จะถือบวชแล้ว แต่ไม่ต้องบวชห่มผ้ากาสาวะดอก มันบวชแล้ว เริ่มเป็นสงฆ์แท้แล้ว เพราะมีแนวคิดพิจารณาธรรมทั้งหลายที่เข้ามากระทบอย่างถูกต้องตรงโลกตรงธรรม  การที่จะพูดจาบอกกล่าวสิ่งใดๆ ก็เริ่มที่จะไม่เลอะเทอะเพ้อเจ้อ ตรงทำนองครองธรรมไม่เป็นโลกจ๋าจนน่าเกลียด ไม่เป็นนักบวชจนคนเอือมเหตุเพราะดัดจริต แต่ทั้งหมดที่แสดงออกมานั้นสุจริตจริงใจ เรียกว่า สัมมาวาจา เกิดขึ้นแล้ว  เมื่อจิตตรง คิดตรงพูดก็ตรง ความเกรงกลัวว่าจิตจะหมองถ้าไม่รักษาคุณความดีที่มีอยู่ให้ถาวร ในอารมณ์อนุรักขนาปธานที่ตั้งมั่นดีแล้ว ก็จะเตือนจิตอยู่ตลอดเวลา ไม่ให้ก้าวล่วงศีล ๕ การกระทำต่างๆ ทางกายก็จะเริ่มตรงทิศทาง ไม่แซงทางโค้ง ไม่ปีนเส้นทึบ ไม่เห็นแก่ตัว เกิด สัมมากัมมันตะ ขึ้นอย่างสุจริตไม่ลวงหลอกแกล้งทำ หิริโอตตัปปะเริ่มแข็งแรงมากขึ้น ไม่หวลกลับไปสู่ทางสายเดิมที่เคยเหลวแหลก เกิดความรู้สึกละอายใจ และรู้ผิดรู้ถูกมากขึ้น หวลคิดถึงวันเก่าๆ ที่ผ่านมาแล้วจะรู้สึกว่า เสียเวลาที่เกิดมาเป็นคน ทำตนไม่คุ้มกับที่ได้เกิดมา เห็นว่าเวลาที่มีอยู่นี้ ที่เหลืออยู่นี้ มันไม่แน่นอนเลย มันน้อยนัก มันน่าที่จะทำอะไรดีๆ มีประโยชน์ มีคุณค่าแก่สังคม แก่ส่วนรวมมากขึ้น เรื่องที่จะถือเอาเป็นส่วนตัวเริ่มถูกตัดออกไปมาก การงานอาชีพต่างๆ ก็เริ่มที่จะเพ่งเล็งที่จะทำแต่คุณความดีให้มากที่สุด เพื่อประโยชน์ตนในโลกหน้า มีความเชื่อมั่นในเรื่องของกฎแห่งกรรมอย่างถาวรไม่คลอนแคลน อาชีพที่ทำก็ต้องสุจริตตรงธรรม เกิด สัมมาอาชีวะ ขึ้น ในจิตคิดที่จะปลดปล่อยตัวเองออกจากวัฏฏะสงสารนี้อย่างจริงจัง ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นเองในจิต ความมุ่งมั่นมีมากขึ้น ความคลายจิตมีมากขึ้น ความสุขมีมากขึ้น ความสงบจิตมีมากขึ้น จิตเริ่มเกาะเกี่ยวกับธรรมที่เคยพากเพียรมา เพ่งเล็งเห็นว่า ธรรมข้อสัมมัปปธาน ๔ นี้มีคุณยิ่ง จิตก็น้อมอยู่ในธรรมข้อนั้นมากขึ้น เกิด สัมมาวายามะ ตั้งมันในจิตอย่างสูงสุด จิตก็จะหวลกลับเข้าหาการประพฤติธรรมมากขึ้น เมื่อว่างจากกิจอันเป็นการเลี้ยงชีพประจำวันก็จะหันเข้าหาการประพฤติธรรม ประพฤติพรหมจรรย์ มากขึ้นจนจิตจะเริ่มทบทวนธรรมทั้งปวงที่เคยฝึกฝนปฏิบัติมา เล็งเห็นว่า ชีวิตประจำวันนั้น ก็ยุ่งเกี่ยวกับ รูปและนาม อันมีกาย วาจา ใจ เป็นหลัก ธรรมข้อสติปัฏฐาน ๔ เป็นธรรมที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี สัมมาสติ ก็ตั้งมั่นหยั่งลึกลงสู่จิตอย่างไม่คลอนแคลน จิตตั้งมั่นได้ตามปรารถนา ก็เกิดสุขขึ้น มีปีติมีสุข อยู่เช่นนี้ตลอดเวลา จิตเสวยสุขอยู่ได้ด้วยนามกาย การงานก็ทำไปอย่างมีความสุข ตั้งจิตให้อยู่ในฌานได้เป็นเวลานาน ก็ยิ่งมีความสุข การงานและกิจทั้งปวงก็ไม่เป็นอุปสรรค เหตุเพราะว่าได้คัดสรรสิ่งที่ดีงามให้กับชีวิตแล้ว ไม่ต้องเกรง ไม่ต้องกลัวต่อสิ่งใด ๆ แม้ตายในขณะนั้น ก็รู้ และเชื่อว่าจิตนี้จะต้องเป็นสุข สู่สุขคติภพภูมิแน่นอน สัมมาสมาธิ มั่นคง ก่อให้จิตเข้าใจในธรรมทั้งปวง เกิดเป็นปัญญารู้อย่างยิ่ง เป็นวิชชา เป็นสัมมาปัญญาอย่างแท้จริง

แล้วความสดใสสว่างในจิตก็มั่นคง ความโพลง ความเบา ความสว่าง ก็มีอยู่ตลอดเวลา จะทำอะไร จะไปไหน ไม่หนัก อิ่มเอิบเบิกบาน เสวยสุขอย่างไม่มีสุขใดปาน ยิ่งนานวัน จิตยิ่งประกอบแต่กรรมดี ทบทวน ศีล วัตร ข้อประพฤติปฏิบัติ ทบทวนพฤติกรรมแต่เก่าก่อน เพ่งเล็งเห็นจิตที่ใสสะอาด มีธรรมใดที่ผุดเกิดขึ้นมาฟ้องว่าเคยไม่บริสุทธิ ไม่สะอาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยสักปานใด ก็ไม่มองข้าม ศิโรราบต่อความรู้ของจิต รีบหยิบยกนำมาพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นกรรมมาแต่ชาติปางใด ก็ศิโรราบยอมชดใช้คืนให้ ด้วยกุศลจิตที่พากเพียรมา

" ขอจงอย่ามีเวรภัยต่อกัน ขอท่านทั้งหลายจงสุขนิรันดร์ เหมือนที่ข้าพเจ้ากำลังเป็น ขอเวรภัยทั้งปวงจงอย่าสนอง จงสามัคคีปรองดอง อโหสิกรรมต่อกัน บุญใดที่ได้ทำสั่งสมมา ขออุทิศไปทั่วทั้งโลกา และจักรวาล ขอปวงท่านได้พบบัณฑิต ไม่ต้องหลงติดในวัฏฏะสงสาร ขอให้พบพระนฤพาน ให้ถึงพระนิพพานในชาตินี้เทอญ ฯ "

กระทำอยู่อย่างนี้เรื่อยไปด้วยธรรมข้อมรรคมีองค์แปด จนจิตผ่องใสหมดเวร ท่านเองเป็นผู้ที่จะรู้ เพราะพระบรมครูสอนไว้ ว่า ปัจจัตตัง  เวทิตัพโพ  วิญญูหิ ผู้รู้ ก็รู้ได้เฉพาะตน ไม่มีใครบอกได้ว่าท่านมีสุขสามารถเข้าสู่พระนิพพานได้นอกจากตัวท่านเองและพระพุทธเจ้าเท่านั้น