ไขปัญหาธรรมบนเว็บบอร์ด

แนวทางฝึกวิปัสสนาเพื่อเข้าถึง "อุภโตภาคะวิมุติ" และ "นิพพาน ๒"

ดั่งที่ได้กล่าวไว้แล้วเรื่องการฝึกในสมัยพุทธกาลของพระสมณโคตมพุทธเจ้า สาวกที่ปรารถนาการฝึกฝนเรียนรู้ทั้งหลาย มิได้ฝึกเพียงเรื่องเดียว แต่จะเวียนไปฟังธัมมจากท่านพระสารีปุตตะ ฝึกสติด้วยการเดินจากท่านพระโมคัลลานะ และเพียรเพ่งการเข้าสมาบัติจากท่านพระมหากัสสปะ โดยมีสมเด็จพระพุทธสาสดาคอยให้คำชี้แนะเมื่อเกิดข้อขัดข้องใจอยู่เป็นประจำตลอดสมัย

เมื่อได้ศึกษาเทียบเคียงแล้ว เราก็จะได้เห็นแนวทางจากอดีตสู่ปัจจุบัน การฝึกฝนในปัจจุบันค่อยๆคลาดเคลื่อนหนีจากในอดีตสมัยพุทธกาลของสมเด็จพระสมณโคตมพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาล การฝึกฝนพากเพียรล้วนเป็นไปเพื่อพระนิพพานและที่่จะให้เข้าถึงได้นั้นมีอัตราแสนละคนก็นับว่าดีมากแล้ว แต่ในยุคปัจจุบันล้วนแต่ฝึกในหนทางที่มิได้เป็นไปเพื่อพระนิพพาน ถ้าจะนับอัตราแล้วที่ว่าฝึกถูกทางจะมีก็ไม่เกินแสนละสอง และจะเป็นแนวทางเพื่อพระนิพพานก็น่าจะเป็นล้านละสอง ส่วนจะให้เข้าถึงพระนิพพานจริงๆก็ต้องรอดูเมื่อกายแตกถ้าดับสนิทไม่มีส่วนเหลือจึงจะเชื่อได้ว่าถึงพระนิพพาน

 

แนวทางการฝึก " อุภโตภาคะวิมุติ "

อันที่จริงถ้าได้ฟังเทปบันทึกที่หลวงตาให้ไว้หลายๆรอบบ่อยๆจนถึงขั้นฟังซ้ำจนเป็นวสี อ่านเรื่องราวประกอบที่เขียนไว้แล้วเมื่อสงสัยแล้วทำการวิเคราะห์วิจัยรวบรวมประมวลธัมมทั้งหลายที่ได้ฟังได้อ่านเป็นอาจิณ ก็จะเข้าใจได้โดยไม่ยาก หลวงตาเองก็ทำเช่นนั้นคือ เมื่อปรารถนาจะศึกษาเรียนรู้ทำความเพียรให้เข้าถึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเรื่องใด หลวงตาก็จะค้นคว้าศึกษาหาอ่านหาฟังทำซ้ำอยู่ตลอดเวลาในขณะที่จิตจดจ่อสมองก็ทำการวินิจฉัยทำการวิปัสสนาเพ่งเพียรให้มาก เมื่อยังไม่เข้าใจก็ฟังซ้ำใหม่อ่านใหม่เรียนรู้ใหม่ ทำการโยนิโสมนสิการ ( กระทำไว้ในจิตอย่างแยบคายด้วยอุบายปัญญา ) ซ้ำๆสลับบนสลับล่างเรียงลำดับบ้างไม่เรียงบ้างเพื่อหาความเข้ากันได้อย่างลื่นไหลไม่ติดขัดแล้วธัมมทั้งหลายก็จะเด่นชัดจับเป็นคู่เป็นหมวดหมู่เป็นกองแล้วทำการผสมผสานแยกแยะด้วยโยนิโสฯบ่อยๆมากๆจนเป็นวสี ยืนเดินนั่งนอนแม้ในเวลาทำกิจต่างๆเวลาขบฉันทำการงานหรือแม้ในเวลาถ่าย(ที่จริงเวลาอยู่ในห้องระโหฐานเป็นเวลาที่มีสมาธิมากเขียนธัมมเขียนบันทึกเรื่องราวได้มาก)ก็จะไม่ละเว้นการวิจัยวินิจฉัย ต้องทำให้มากอย่านี้จึงจะเรียกได้ว่าทำความเพียรทุกลมหายใจ เมื่อจะแผ่เมตตาก็ทำให้มากเช่นนี้ทุกลมหายใจเช่นเดียวกัน อย่างที่เคยบอกไว้แล้วคนมีสติกับคนเสียสติมีพฤติกรรมเหมือนกันต่างกันแค่มีสตินำมาใช้ได้ไม่มีสติหรือเสียสติก็นำไปใช้ไม่ได้ สติตั้งมั่นมุ่งตรงก็จะไม่เสียจริต ถ้าไม่ตั้งมั่นไม่มุ่งตรงก็จะเสียจริตคือฟั่นเฟือน

เช่นกันดั่งที่แสดงไว้แล้วทั้งหมดทั้งอักษรและเสียงพูดทั้งหมดในนั้นจะสามารรับรู้ได้ว่าหลวงตาเน้นเรื่องความบริสุทธิ์ ในบาลีว่าปริสุทธิเช่น อันดับแรกศีลต้องรักษาให้บริสุทธิ์ หลวงตากล่าวเรื่องศีลห้า ศีลสองและศีลสี่ นี้เป็นเรื่องจริงจังมิได้กล่าวเลื่อนลอยเหมือนที่คนจำนวนมากไม่เข้าใจ

เทียบเคียงกับมนุสห้าแล้วจะเห็นได้ว่าถ้าศีลห้าไม่บริสุทธิ์ก็จะก้าวขึ้นสู่มนุสมนุโสไม่ได้ เมื่อทำความเพียรจนเข้าใจสามารถเข้าถึงศีลห้าที่บริสุทธิ์ได้จึงจะเข้าสู่ศีลสองคือมนุสเทโวทำความเพียรจำเข้าใจเข้าถึงศีลสองนี้อย่างบริสุทธิ์จึงจะก้าวเข้าสู่การทำความเพียรเพื่อศีลสี่ เมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา

ตราบที่ยังไม่สามารถก็ต้องทบทวนทำความเพียรซ้ำๆวิปัสสนาจึงเป็นหัวใจสำคัญเพื่อให้เกิดปัญญาบริสุทธิ์แล้วจึงนำไปสู่สมาธิบริสุทธิ์นำไปสู่ช่องทางบริสุทธิ์อย่างนี้เป็นต้น

ฉะนั้น การฝึกฝนเพื่อที่จะเจริญสติเจริญสมาธิเพื่อที่จะเจริญปัญญาให้บริสุทธิ์จนถึงความรู้ยิ่ง(Perfect Knowing)ก็มีขั้นตอนลำดับดั่งที่พระบรมสาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคตมได้แสดงไว้ดีแล้วงดงามยิ่งแล้วคือ"โพธิปักขิยธัมม"สามสิบเจ็ดประการ สิ่งนี้หลีกหนีไม่ได้ต้องดำเนินไปตามขั้นตอนจะสลับที่สลับขึ้นไหนก่อนไหนหลังก็ขึ้นอยู่แต่บุคคลแล้วแต่จะฌยนิโสฯเอาเองทำอย่างที่กล่าวไว้แต่ต้น

เมื่อเข้าใจขั้นตอนแล้วเชี่ยวชาญชำนาญแล้วในธัมมทังหลายในธรรมชาติทั้งหลาย การพิจารณาธัมมก็จะง่ายจะใช้อิริยาบทใดๆก็ได้ยืนเดินนั่งนอนทำกิจล้วนขึ้นกับตัวเจ้าของจะวินิจฉัยจัดสรรเอาเองที่สำคัญในขั้นนี้คือ"ธรรมตรงหน้า"รู้ตามไม่รู้นำ ต้องฝึกขั้นนี้ให้มากให้รู้ตามเท่านั้ไม่รู้นำด้วยมโนว่า"อ๋อ...อย่านี้ อ๋อ...อย่างนั้น" ถ้าเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับว่ายังไม่สัมมาสติ สติยังไม่บริสุทธิ์ยังซัดส่ายไปหลายช่องทาง ต้องทบทวนทำความเพียรวิปัสสนาสติตนให้มากว่ามันฟุ้งกระจัดกระจายเพราะเหตุใด

ทำเมตตาจิตให้มากอาศัยธรรมตรงหน้าทำจนเป็นวสีรื่นเริงลื่นไหลไม่ติดขัดไม่นานจนช่ำชองชำนาญก็จะรู้จัก"เจโต" เพียรให้มากอาศัยเจโตนี้นำไปสู่ความเข้าใจในธรรมชาติทั้งปวงเพื่อทำตวามเข้าใจในธัมมทั้งหลายจนกระทั่งนำไปสู่ความบริสุทธิ์แห่งปัญญาในอีกระดับหนึ่งถ้าฝึกอย่างจริงจังก็จะเข้าถึง"ปรมัตถธัมม" รู้และเข้าใจธัมมอันบริสุทธิ์ธัมมอันเป็นปรมัตถ์ ก็จะสามารเข้าสู่"เจโตวิมุติ"และ"ปัญญาวิมุติ" นี้คือ"อุภโตภาคะวิมุติ" ที่พระพุทธสาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคตมสรรเสริญว่าเป็นธัมมอันประเสริฐยิ่งในธัมมทั้งปวง

ถ้าสามารถเข้าถึงวิมุติสองนี้ก็จะเข้าใจ"นิพพานสอง"ได้โดยไม่ยาก สอุปาทิเสสนิพพาน๑ และ อนุปาทิเสสนิพพาน๑

ในบทนี้ก็ถึงซึ่งความบริบูรณ์ของการถ่ายทอดธัมมที่หลวงตาตั้งไว้แล้วว่าจะถ่ายทอดให้ ทุกท่านสามารถเข้าใจได้ไม่ยาก ส่วนจะเข้าถึงได้นั้นต้องอาศัยความเพียรนั่นก็ขึ้นกับวาสนาคือสันดานที่ติดมาของแต่ละดวงจิต ฝึกได้ด้วยเริ่มต้นแก้ไขจิต อาศัยบทพิจารณาตนเองที่ให้ไวแล้วเป็นแนวทางการฝึกฝนก็จะไม่ใช่เรื่องยาก อาศัยตัวเจ้าของต้องมีสัมมาสัททา ไม่ช้าไม่สายก่อนตายก็ยังดี

 

บุญรักษา

หลวงตากิตติญาโณ

จบสมบูรณ์เวลา ๐๖:๕๐ วันเพ็ญขึ้น๑๕ค่ำเดือนสามปีกุล เป็นวันมาฆบูชา ข้าพระพุทธเจ้ากิติญาโณ(พระบัณฑูรย์ ฉัตรนะรัชต์)ขอถวายการถ่ายทอดธัมมนี้เป็นพุทธบูชา ในวันเสาร์ที่ ๘ เดือนกุมภาพันธ์ เป็นปีพุทธศักราชที่ ๒๕๖๓ ในประเทศไทย สยามประเทศพุทธภูมิที่พระพุทธองค์ได้ทรงดำเนินมาถึงแล้วในสมัยพุทธกาลของพระองค์สมเด็จพระสมณโคตมสัมมาสัมพุทธเจ้าฯ