คำสอนหลวงปู่ : ฌานและญาน

ญาน  คือ  ปัญญา

ญานทัศนะ  คือ  ปัญญาเห็นตามความเป็นจริง

ผู้มี  " ฌาน "  นั้นต้องมี  " ญาน "  กำกับด้วยสติสัมปชัญญะ  ฌานจึงไม่เสื่อม

" ญานพึ่งฌาน "  " ฌานพึ่งญาน "  ทั้งสองต่างพึ่งพากัน  แยกกันไม่ได้

ผู้ที่ไม่มี  " ญาน "  ย่อมไม่เกิด  " ฌาน "

" ฌาน "  ไม่เกิดในผู้ไม่มี  " ญาน "  ญานจึงหมายถึงปัญญา

ยกตัวอย่างเช่น  เรื่องเรียนหนังสือ

เรียนหนังสือเริ่มต้นต้องมีสมาธิ

สมาธิไม่มีในคนเขลา  จึงเรียนไม่รู้

คนมีปัญญาจึงจะรู้วิธีเรียน  จึงตั้งใจ  เมื่อตั้งใจ  จิตก็จดจ่อ  การจดจ่อเป็น  " ฌาน "  คือสมาธิ

ฉนั้น  ฌานและญาน  จึงหมายถึง  สมาธิและปัญญา  จึงหมายความว่า  ผู้รู้จะไม่เสื่อมจากความรู้ตราบเท่าที่ยังมีปัญญา

การไม่เสื่อมก็คือ  ไม่หมดไป  ยิ่งถ่ายทอดมากเท่าไหร่ ปัญญาก็จะยิ่งเจริญ  หลวงปู่จึงให้สอนตัวเองทุกครั้งที่พิจารณาเรื่องใดๆ

 

วิปัสสนา  คือ  การนำเอาเรื่องใดๆ  มาทำการวิเคราะห์เจาะลึกจนกระจ่าง  ไม่มีที่ซ่อนเร้นแล้ว  แจ้งแล้ว  ความรู้ที่ได้จากการวิเคราะห์จึงไม่มีวันเสื่อมไป

" ฌาน "  เสื่อมได้ก็เพราะไม่มีปัญญาคือไม่มี  " ญาน "  ที่เสื่อมก็เพราะมันจมอยู่กับที่  ไม่ก้าวหน้า  หรือก้าวหน้าช้ามาก  เพราะไม่รู้จักวิธีทำให้เจริญ  จึงใช้เวลาฝึกนาน  และไม่เข้าใจในสิ่งที่ฝึกจึงท้อและเลิกไปในที่สุด

สรุปว่า  " ฌาน "  ไม่มีในผู้ไม่มี  " ญาน "

และ  " ญาน "  จะเกิดไม่ได้ในผู้ไม่มี  " ฌาน "


ก็คือ  สมาธิไม่มี ปัญญาไม่เกิด

ปัญญาเกิดไม่ได้  ถ้าไม่มีสมาธิ

 

บุญรักษา