คำสอนหลวงปู่ :ความหมายคำว่า เสื่อม

ขออธิบายคำว่า  " เสื่อม "  ให้ชัดเจน

บาลี ไม่ได้หมายความอย่างที่ภาษาไทยเข้าใจ

คำว่า  " เสื่อม "  ในบาลี  หมายเอาไปทางเสื่อม  ไม่ใช่ว่าเสื่อมไปหรือหมดไป

ผู้มีฌานนั้นต้องมีญาน  กำกับด้วยสมาธิสัมปชัญญะ  ฌานจึงไม่เสื่อม  นี้น่าจะหมายความว่า  " ผู้มีปัญญาที่ประกอบพร้อมไปด้วยสติและสัมปชัญญะ  จึงจะไม่ใช้สมาธิไปในทางเสื่อม  คือ  ไม่คิดไม่ทำในสิ่งที่เป็นบาปอกุศล"

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะจิตนั้น  ปกติจะไหลไปสู่ทางเสื่อม  ยิ่งมีอำนาจราชศักดิ์มาก  ถ้าขาดสติปัญญา  ขาดการอบรมบ่มเพาะ จิตสำนึกในทางงาม  ในทางเจริญ  ไม่รู้จักตัวตนไม่รู้จักหน้าที่ที่ถูกต้องตามธรรมตามครรลองอันดีงาม  ย่อมคิดย่อมทำในสิ่งชั่วบาปอกุศล ด้วยเพราะมีปกติของจิตที่ฝักใฝ่ในทางเสื่อมนี้เป็นธรรมดา

ศีลไม่บริสุทธิ์  สมาธิก็ไปทางเสื่อม  เมื่อเอาสมาธิที่เสื่อมไปอบรมจิต  จิตนั้นก็ตั้งไปในทางเสื่อม

เมื่อเอาจิตที่ประกอบไปด้วยบาปอกุศลอันเกิดจากสมาธิที่เป็นอกุศล  อันมาจากความเข้าใจไม่ถูกในศีล  เอากิเลสตนตัดสิน  ปัญญาที่ได้รับการอบรมทางเสื่อมจากจิตทราม  ปัญญานั้นก็ทราม  หนาแน่นไปด้วยบาปอกุศล

การกิจใดๆ  ที่สรรสร้างขึ้นก็ล้วนเป็นไปเพื่อพอกพูนกิเลส  พอกพูนบาปอกุศล  นี่ก็เพราะผู้นั้นขาดสติสัมปชัญญะที่ดีงาม  เพราะไม่รู้ในตัวของตน  ไม่รู้ในหน้าที่ของตน  คิดได้เพียงเพื่อเป็นไปตามกิเลสตนเท่านั้น

ราคะ  คือจิตที่ประกอบไปด้วย  โลภ  โกรธ  หลง  ทั้งสามนี้ถ้าประกอบอยู่ในจิต  ไม่ขัดเกลา  ก็นำให้ศีลเสื่อม  สมาธิเสื่อม  ปัญญาเสื่อม  เหตุเพราะจิตเสื่อม

เมื่อจะให้หายเสื่อมก็ต้องเรียนรู้  ศีลที่ถูกต้องบริสุทธิ์  จึงจะสามารถแก้ไขสมาธิให้หายคลายความเสื่อมเพราะวินิจฉัยถูก  จิตจึงจะดำเนินไปเพื่อแก้ไขความเสื่อมในจิต  คือ  กำจัดราคะ  ตัวประกอบของราคะที่ร้ายยิ่งนักก็คือ  โกรธะ

โกรธะ  นี้เป็นหัวจักรใหญ่ที่ทำให้ส่วนต่างๆ  ดำเนินไปในทางเสื่อม

ความโลภ  มีทั้งดีและเสื่อม

โลภที่ไม่เจือด้วยโกรธะ  ย่อมมีคุณ  เป็นหัวจักรในการผลักดันให้เจริญ  ถ้าขาดโลภ  ความเจริญและวิวัฒน์ก็ไม่เกิดขึ้น  ย่อมไม่มีคนดี

ย่อมไม่มีผู้รักษาศีลอันบริสุทธิ์

ย่อมไม่มีผู้เจริญสมาธิที่บริสุทธิ์

ย่อมไม่มีผู้เจริญสมาธิถึงญานทัศนะ

ย่อมไม่มีผู้เจริญปัญญาจนถึงอริยะ

ย่อมไม่มีพระอริยะบุคคลเบื้องต้น

ย่อมไม่มีพระโสดาบัน

ย่อมไม่มีพระสกิทาคามี

ย่อมไม่มีพระอนาคามี

ย่อมไม่มีพระอรหันต์

และเพราะความโลภนี้แหละจึงทำให้เห็นความลุ่มหลงที่มีมากหรือกำลังลดน้อยลง

และเพราะความโลภที่ไม่เจือด้วยโกรธะนี้แหละจึงทำให้ความลุ่มหลงหมดไป  และเพราะแจ้งแล้วถึงความลุ่มหลงที่ถูกขจัดแล้ว  ไม่มีส่วนเหลือแล้ว  ความโลภก็ดับไปสิ้นไปในที่สุด

ฉะนั้นการดับเสียซึ่งโกรธะ  จึงเป็นกิจอันสำคัญยิ่งสำหรับผู้หวังความเจริญสูงสุด

เมื่อเจริญสติให้คลายโกรธะ  ก็ต้องอาศัยสติสัมปชัญญะที่อยู่ในขั้นสูงสุด  ที่ได้จากการพิจารณาตนเอง  เห็นความผิดชั่วช้าลามกของตนเองเป็นสำคัญ

การเจริญสติสัมปชัญญะให้ดับโกรธะ  นั้นต้องพิจารณานิวรณ์ห้าตลอดเวลา  ต้องเจริญเมตตาจิตตลอดเวลา  เหตุเพราะเมตตาจิตจะทำให้ความตระหนี่ลดลง

เมื่อความตระหนี่ลดลงก็เห็นนิวรณ์ทั้งห้าที่ยังมีมากหรือลดลง  กระทำเช่นนี้เป็นประจำ  เมื่อนิวรณ์ห้าลดน้อยลงด้วยเหตุแห่งความเจริญเมตตาจิตเป็นประจำ  เรียกว่าทุกลมหายใจเข้าออกนั่นแหละ  ตัวเจ้าของก็จะเห็นนิวรณ์ทั้งห้าที่มีในตนลดน้อยหรือมากขึ้น

เมื่อเห็นก็แก้ไขดัดตัวของตน

ให้เหมือนอย่างช่างศรดัดลูกศร

ให้เหมือนดั่งช่างไม้ถากไม้ให้ตรง

ให้เหมือนดั่งชาวเหมืองคัดน้ำเข้าเหมือง  เข้าไร่เข้านา

เช่นนี้จิตจึงจะเจริญ.....

 

บุญรักษา