คำสอนหลวงปู่ : อยากให้หยุด

 

ธรรมทั้งหลาย เมื่อเกิดก็เกิดที่จิต เมื่อแสดงก็แสดงที่จิต

ธรรมทั้งหลาย เมื่อรับเข้าก็รับที่อายตนะ เมื่อแสดงออกก็แสดงที่อายตนะ

ธรรมทั้งหลาย เมื่อก่อเกิดเมื่อรับเข้า ล้วนรวมกันเป็นรูปธัมมที่เรียกว่า  อารมณ์

ธรรมทั้งหลาย เมื่อจะแสดงออก ล้วนออกจากรูปธัมมที่เรียกว่า อารมณ์

 

จิต คือที่เกิดและที่รับรู้ และแสดงออกของอารมณ์  มีอายตนะเป็นเครื่องมือภายนอกทำหน้าที่ให้

เมื่อจะพิจารณาธรรมก็พิจารณาที่จิต เพราะเหตุที่จิตเป็นที่สั่งสมของอารมณ์  อารมณ์ทั้งหลายเมื่อประกอบกับปัจจัยอื่นจึงถูกเก็บจำในรูปของ  สัญญา

สัญญา เมื่อเกิดขึ้นก็เกิดภายในจิตแล้วแสดงในจิตเป็นอารมณ์  จึงผ่านอารมณ์ไปสู่อายตนะ

อายตนะ เมื่อกระทบกับปัจจัยใหม่จึงปรุงแต่งเป็นอารมณ์ใหม่ ตามกระบวนการเดิม ก่อให้เกิดเป็นสัญญาใหม่ทับถมกับสัญญาเก่าจนหาปลายไม่เห็น เปรียบดั่ง  " รกชัฎ "

เมื่อจะรื้อชัฎ  ก็ต้องกล้าพอที่จะตัดรากถอนโคนไม่เช่นนั้นก็ยากที่จะทำลายชัฎ  ถ้ามองดูชัฎ  ก็จะเห็นว่ามันพอกพูนเป็นชั้นๆ  เมื่อเพ่งลึกลงไปด้วยใส่ใจให้มาก  ก็พอจะเห็นหนทางว่าอาจรื้อได้  แต่จะมีเวลาพอหรือไม่ในการค่อยๆ  รื้อ

บัณฑิตผู้มีปัญญา  จึงรื้อชัฎด้วยกำลังความเพียรมาก  อดกลั้น  ตั้งมั่น  สั่งสมพละกำลัง  เฝ้ารอ  เมื่อสพช่องก็รื้อถอนอย่างไม่มีเยื่อใย

เพราะบัณฑิตย่อมหาช่องทางได้ด้วยสัมมาสติ เพราะเหตุที่สัมมาสติ  หมายความถึงหาช่องทางที่ดีที่สุดในการทุ่มเทสรรพกำลัง

เมื่อบัณฑิตผู้มีปัญญาประกอบพร้อมไปด้วยสรรพกำลัง สพช่องทางด้วยสัมมาสติ  จึงทุ่มเทด้วยสัมมาสมาธิ คือ  มุ่งมั่นแน่วแน่ในช่องทางนั้นเพียงช่องทางเดียวไม่ปันใจเผื่อไปในทางอื่น

เมื่อกระทำได้เช่นนี้ บัณฑิตผู้พร้อมแล้วจึงไม่หวั่นไหวไม่สะพรึงกลัว  ไม่ท้อแท้ ผ่านทุกข์ทั้งปวงได้ ด้วยช่องทางเพียงช่องทางเดียว  ช่องทางนั้นคือ  หยุดปรุงแต่ง  หยุดอยาก  ปัญญาก็เห็นช่องทางว่า อยากนั้นก็เหตุเพราะปรุงแต่ง  ที่ทุกข์ก็เหตุเพราะปรุงแต่ง เมื่อจะพ้นจากทุกข์ต้องกล้า ทำลายล้างการปรุงแต่งให้ขาดด้วนไม่ให้เกิดได้อีก

ดับการปรุงแต่งได้ จากนั้นธัมมทั้งหลายล้วนเกิดแล้วดับ ณ ที่ๆ เกิดไม่อาจสามารถแสดงฤทธิ์  แสดงเดชได้อีก อารมณ์ก็ไม่เกิด  ที่ดำเนินอยู่ต่อไปล้วนเป็นเพียงกิริยาตามหน้าที่หรือ  " ทำกิจด้วยจิตว่าง "

 

บุญรักษา