คำสอนหลวงปู่ : ศีลห้า ศีลของมนุษย์

ลองมองดูที่องค์ศีลทั้งห้าข้อ ที่เป็นศีลสำคัญที่จะบอกว่าเป็นมนุษย์ หรือว่าเป็นอย่างอื่นที่ต่ำกว่ามนุษย์ซิ

ศีลข้อที่หนึ่งกล่าวถึงเรื่องเกี่ยวกับ ปานาติบาต คือการละเว้นการฆ่า ก็ถ้าเรามองย้อนไปที่ธรรมเก้าประการอันเกิดแต่ความทะยานอยาก ที่ได้กล่าวเอาไว้แล้ว จะเห็นได้ว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมมีความอยากได้ใคร่มีใคร่เป็น นี้เป็นธรรมดา บัณฑิตย่อมทำลายความอยากได้โดยไม่ยาก ส่วนพาลหรือคนพาลนั้นไม่มีความเพียรที่จะทำลายความอยากของตนเอง แต่ตรงข้ามกลับจะขวนขวายมาก มีความเพียรมาก ทะยานอยากมาก ที่จะทำให้ความอยากของตนสัมฤทธิ์ผลให้เร็วที่สุด แม้จะต้องถึงขั้นทำลายล้างกันก็ไม่เกรงกลัวต่ออาญาใดๆ นี้เป็นธรรมดา อันเกิดแต่ธรรมที่มีความต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มต้นจนครบตามขบวนการของธรรมทั้ง ๙ ประการ นี้เป็นธรรมดา

ที่ว่าเป็นธรรมดานั้น ไม่ใช่ว่าเป็นอย่างนี้แล้วไม่ต้องจัดการแก้ไข ในผู้ที่อบรมตนเองจนถึงขั้นที่เรียกได้ว่าเป็นบัณฑิต มีความเพียรเพ่งทำลายกิเลส คือความอยากในธรรมทั้งปวงที่มีอยู่เป็นธรรมดาในตน ย่อมสามารถระงับยับยั้งตนเองไม่ให้ประพฤติธรรม หรือจะเรียกว่าก่อกรรมอันเป็นธรรมดานี้ได้ โดยฝึกฝนอบรมบ่มนิสัย หรือที่เรียกว่าสันดาน หรือภาษาที่ไพเราะเสนาะหูก็คือ วาสนา ของตนเองแต่เยาว์วัย และต้องอบรมอย่างถูกต้องถูกวิธี ไม่ตะแบง ไม่เลี่ยงบาลี เหมือนอย่างนักบวชบางพวกบางคณะอ้างความเมตตาต่อสัตว์ ด้วยการกล่าวว่าเปลี่ยนร่าง

หลวงปู่เคยได้ยินกับตนเอง ไม่รู้ว่าเรียนมาจากไหน ถ้าเป็นอย่างนี้เรียกว่าคนพาล พาลย่อมไม่ขวนขวายมากในการทำลายกิเลส แต่ตรงข้ามจะมีความเพียรมากขวนขวายมากในการทำความชั่ว หรือประพฤติธรรมชั่ว มีความคิดวิปริตผิดมนุษย์ เห็นการฆ่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เกรงต่ออาญาใดๆ ไม่ว่าจะเป็นอาญาของมนุษย์หรืออาญาธรรม อันเป็นบาปเวรที่ต้องชดใช้ไม่รู้จบ เพราะบาปเวรเหล่านั้นมันจะติดจิต ประทับไว้แล้วอย่างแน่นหนาในจิต เหตุเพราะกระทำด้วยจิตอย่างตั้งใจ วินิจฉัย และตกลงปลงใจแล้ว ดั่งที่ได้กล่าวไว้แล้วในธรรมเก้าประการ

จะเห็นได้ว่า การกระทำกรรมหรือประพฤติธรรมใดๆ อันสำเร็จด้วยจิต ย่อมมีผลมาก ดังตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายคือ การที่สัตว์มีความพยาบาทแล้วลงมือทำร้ายทำลายถึงขั้นฆ่า แม้จะด้วยความเพียรมากเท่าไร ถ้าฆ่าด้วยเพียงมือเท้าที่มีอยู่ ย่อมต้องเห็นความบาดเจ็บที่สัตว์อื่นได้รับจากการกระทำของตน ถ้าไม่ใช่เพราะความบ้าระห่ำเมามัน ย่อมต้องเกิดความสังเวชแล้วก็จะหยุดได้ในที่สุด แต่ถ้ากระทำไปด้วยจิตที่วินิจฉัยแล้วว่าจะต้องทำลายล้าง แม้ไม่ต้องอาศัยความบ้าระห่ำเมามัน ก็สามารถที่จะขวนขวายหาศัตราอาวุธที่จะทำลายล้างได้ทีละมากๆ หรือหาวิธีการต่างๆ ที่จะทำลายล้างให้ได้มาก ยิ่งเห็นความฉิบหายล้มตายของสัตว์ที่ถูกทำลาย ก็จะยิ่งมีความกระเหี้ยนกระหือที่จะทำให้ได้มากยิ่งๆ ขึ้นไป ตัวอย่างมีให้ได้เห็นแล้วในสังคมยุคโลกาภิวัตน์นี้เอง

ในวันนี้ ขอแสดงเพียงศีลข้อที่หนึ่งก่อน ยังเหลืออีกอย่างน้อยสี่ข้อ ที่จะทำให้ผู้ประพฤติปฏิบัติอย่างจริงจังไม่ย่อท้อ สามารถที่จะดำรงตนเองอยู่ในฐานะความเป็นมนุษย์ได้ เหตุก็เพราะว่า ศีลห้านี้ เป็นศีลของมนุษย์ เป็นศีลหรือข้อกำหนดไว้ในจิตของผู้ที่จะดำรงตนเป็นมนุษย์ ไม่เป็นสัตว์ที่ต่ำกว่ามนุษย์ และสามารถที่จะยกตนเองให้สูงขึ้นไปยิ่งๆ ขึ้น เพื่อที่จะหนีให้พ้นความทุกข์ที่เป็นวัฎฎของสัตว์ในสามสิบเอ็ดภพภูมิ

พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้แล้วว่า นี้เป็นธรรมเก่า คือเป็นธรรมที่มีมาก่อนแล้ว ไม่ว่าในคำสอนของศาสดาใดๆ แม้ก่อนพระพุทธองค์จะตรัสรู้ธรรมอันยิ่งนี้ด้วย ธรรมเก่านี้เป็นการเตือนตนเองได้ดียิ่ง ถ้าเรานำเอาธรรมนี้มาประพฤติปฏิบัติอยู่อย่างไม่ย่อท้อ ก็เพียงพอที่จะไม่ลงสู่อบายฯ ได้แล้ว ธรรมนี้คือ การแบ่งแยกมนุษย์กับสัตว์อื่นๆ ที่มีลักษณะตามข้อกำหนดคือมนุษย์ปกติเดินหรือว่าเคลื่อนที่ไปด้วยเท้าสองเท้า และกระดูกสันหลังลักษณะตั้งฉากกับพื้นโลก ส่วนสัตว์ที่เรียกว่าเดรัจฉานนั้นก็เพราะว่า ปกตินั้นจะเคลื่อนที่ด้วยเท้าสี่เท้า และกระดูกสันหลังขนานกับพื้นโลก

การแบ่งมนุษย์นั้นมีอยู่ห้าชั้นด้วยกัน โดยแบ่งตามพฤติกรรมของการรักษาศีล

ถ้ารักษาศีลไม่ได้เลยทั้ง ๕ ข้อ คือลักษณะของ " มนุสสเนรยิโก " คือมีกายเป็นมนุษย์แต่จิตนั้นยั้งไม่ลืมภพภูมิเดิม และจะต้องกลับไปยังภูมิเดิม และน่าจะลงลึกยิ่งกว่าเดิมคือ นรกภูมิ

ถ้ารักษาศีลได้บ้างไม่ได้บ้าง แล้วมีจิตน้อมไปในทางที่ชอบหลอกหลอน หลอกลวง เอารัดเอาเปรียบ เอาแต่ได้ฝ่ายเดียว โกหกพกลมเพื่อให้ได้มาซึ่งความต้องการมากของตน ไม่รู้จักการแบ่งปันเห็นอกเห็นใจผู้อื่น พวกนี้ถูกเรียกว่า " มนุสสเปโต " คือมีกายเป็นมนุษย์แต่จิตนั้นเป็นวิญญาณที่คอยหลอกหลอนผู้อื่น

ถ้ารักษาศีลได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่มีจิตที่น้อมไปในทางความเสื่อม ไม่รู้จักรักษาศักดิ์ศรี ไม่ว่าจะของตนเอง เครือญาติหรือหมู่คณะ กระทำความเสื่อมเสียได้ทุกชนิดโดยไม่มีความละอาย ไม่เกรงกลัวบาป ไม่เกรงต่ออาญาใดๆ พวกนี้ถูกเรียกว่า " มนุสสติรัจฉาโน " คือมีกายเป็นมนุษย์แต่จิตนั้นไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉาน ที่มีความชั่วร้ายยิ่งนักเฉกเช่นเดียวกับหมาอย่างไรอย่างนั้น

ถ้ารักษาศีลได้ครบห้าข้อ แม้จะบกพร่องบ้างแต่ไม่รุนแรง รู้จักแก้ไขตนเองอยู่เป็นประจำ รู้ตัวเองว่าทำผิดไม่งามไม่เป็นที่สรรเสริญของเหล่าบัณฑิต แล้วเพียรพยายามแก้ไขตนเองให้ดีให้ได้ เหล่านี้เป็นพวกที่ได้รับการขนานนามเรียกว่า " มนุสสมนุสโส " คือมีกายเป็นมนุษย์แล้วยังมีจิตใจเป็นมนุษย์ด้วย

ถ้ารักษาศีลได้ครบห้าข้อ และยังมีความละอายและเกรงกลัวในบาป และผลแห่งกรรมที่ได้กระทำไว้แล้ว เพียรพยายามฝึกฝนตนเอง ละเสียซึ่งกิเลสฝ่ายต่ำอย่างสิ้นเชิง ไม่กระทำความชั่วบาปแล้ว แม้ในที่ลับ ( คือแม้ในจิตก็ไม่คิดถึงเรื่องอกุศลแล้ว ) แม้ในที่แจ้ง เหล่านี้เป็นพวกที่ได้รับการขนานนามเรียกว่า " มนุสสเทโว " คือมีกายหยาบนี้เป็นมนุษย์และมีจิตที่เป็นเทวดาแล้ว

 

บุญรักษา