คำสอนหลวงปู่ : ศีลข้อที่สี่และศีลข้อที่ห้า

ตอนที่แล้ว หลวงปู่ได้กล่าวถึงเรื่องศักดิ์ศรี ในความหมายของศีลข้อที่สาม นั่นก็หมายความว่า เมื่อเราเข้าใจศีลข้อนี้ เราก็จะสามารถเดินต่อไปได้อีกยาวไกล เราจะไม่ทำความไม่ดีงามทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของตนจนถึงวงศาคณาญาติ ครูอาจารย์และหมู่มิตร เราฝึกฝนตนเองห้ามตนเองอยู่เป็นประจำ ทำให้เกิดความศรัทธาในตนเอง และจะเพียรพยายามรักษาศีลข้อนี้ให้ยิ่งจนสามารถหักห้ามจิตใจตนเอง มิให้คิด มิให้ปรุงแต่งเรื่องที่ทำให้เสื่อมเสีย เป็นการยกระดับจิตของตนเองให้สูงขึ้น อย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วแต่ตอนต้นว่า ไม่ทำบาปแม้ในที่ลับและที่แจ้ง

ที่ต้องกล่าวมากถึงศีลข้อสามนี้ ก็เพราะว่าเป็นข้อที่สำคัญยิ่ง เพราะจะทำให้หนีความเป็นธรรมดาของมนุษย์และสัตว์ที่ต่ำกว่าได้ เมื่อใดที่สามารถยกจิตตนเองได้ถึงระดับนี้ ศีลข้อที่สี่ ที่กล่าวถึงเรื่อง " มุสาวาท " คือวาจาอันเป็นเท็จ ถ้าเราตีความว่าเป็นเรื่องการพูดโกหก การดำเนินไปของศีลทั้งหลายก็จะดำเนินต่อไปไม่ได้ตลอด

เรามามองดูว่าองค์ศีลข้อนี้เน้นเรื่องวาจา เหมือนอย่างศีลข้อที่หนึ่งและศีลข้อที่สองเน้นเรื่องของการกระทำด้วยกาย ส่วนศีลข้อที่สามเน้นที่ความคิดคือจิตหรือใจ ฉะนั้นเราจะเห็นองค์คำสอนของพระศาสดาที่กล่าวถึงเรื่อง กาย วาจา ใจหรือจิต และตัวจิตนี้สำคัญยิ่ง เพราะเป็นตัวต้นที่นำไปสู่ทุกเรื่องราว เมื่อจะแก้ไขก็ต้องแก้ไขที่จิต จึงจะแก้ไขเรื่องวาจาและกายได้

ฉะนั้น การที่จะกล่าววาจาใดๆ ของใครๆ ในที่ไหนๆ จึงขึ้นอยู่ที่จิตเป็นเหตุต้น บุคคลย่อมไม่กล่าววาจาใดๆ ในที่ไหนๆ  อันเป็นเหตุให้ตนเองและผู้อื่นต้องเสื่อมเสียศักดิ์ศรี เสื่อมเสียทรัพย์ หรือเป็นเหตุให้นำไปสู่ความบาดเจ็บจนถึงเสียชีวิต มีการกล่าวเรื่องอันเป็นเท็จโดยมีเจตนาที่จะให้ผู้อื่นต้องได้รับความเสื่อมเสียศักดิ์ศรี เสื่อมเสียทรัพย์ หรือเป็นเหตุให้นำไปสู่ความบาดเจ็บจนถึงเสียชีวิตเป็นที่สุด

มาถึงตรงนี้คงจะเห็นกันแล้วว่า ศีลคือข้อพึงปฏิบัติและไม่พึงปฏิบัตินั้น จะกล่าวถึงเหตุสุดท้ายที่เป็นที่สุด โดยมีองค์ธรรมเก้าประการมาประกอบจับในทุกๆข้อ โดยเริ่มมาแต่มีความทะยานอยากในจิต ถ้าเป็นฝ่ายกุศล ก็จะนำไปสู่การแก้ไขตนเองจนถึงที่สุดคือ มีความละอายและเกรงกลัวในบาป นำไปสู่ความเจริญในจิตสามารถยกจิตตนให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงที่สุดได้โดยไม่ยาก ถ้าเป็นฝ่ายอกุศล ก็จะนำไปสู่ความเสื่อมในจิต สั่งสมความชั่วร้ายบาปเวรฝังลึกลงไปเรื่อยๆ จนยากที่จะแก้ไขถอดถอน ไม่ละอายไม่เกรงกลัวในบาป ในอาญาต่างๆทั้งทางโลกและทางธรรม จนนำไปสู่การเกิดในภพชาติต่างๆ ที่เต็มไปด้วยโทษทุกข์ไม่รู้จบ

หลวงปู่ได้กล่าวไปถึงศีลสี่ข้อแล้ว วันนี้ก็จบเรื่องศีลได้ด้วยศีลข้อที่ห้า ที่กล่าวถึงเรื่อง " สุรา เมรยะ มัชชะ ประมาทฐาน " ไม่ได้หมายเพียงแค่ห้ามดื่มสุราอย่างที่เราชาวไทยชอบตีความกัน อันที่จริง ข้อนี้กล่าวเน้นถึงเรื่องความประมาท ซึ่งจะเป็นเหตุให้นำไปสู่การกระทำผิดศีลในข้ออื่นๆ ได้โดยง่าย ยิ่งมีการเสพของมึนเมา ไม่ว่าจะระดับดีกรีหรือความเข้มข้นของน้ำเมาต่ำ อย่างเช่นที่หมักดองมาจากดอกไม้ หรือระดับกลางที่หมักดองมาจากผลไม้ และที่สุดระดับสูงที่หมักดองมาจากแป้งจำพวกข้าว

ความประมาทนี้มีอยู่เป็นธรรมดาอยู่แล้ว การจะตั้งมั่นอยู่ในความไม่ประมาทนี้เป็นเรื่องยาก ต้องมีสติที่สมบูรณ์พร้อม จิตต้องนิ่ง วิธีที่จะทำให้จิตนิ่งก็ต้องตั้งอยู่ในฌาน การตั้งจิตอยู่ในฌานถ้าฝึกมาไม่ดี คิดผิดคิดไม่งาม ชั่วเพียงเสี้ยววินาที บาปมหันต์ก็เกิดขึ้นแก่ตน ส่งผลให้ตัวเจ้าของและสัตว์อื่นต้องรับโทษทุกข์ทั้งในชาตินี้และชาติหน้ายาวนานเป็นอสงไขย

ฉะนั้น การที่จะตั้งอยู่ในความมีสติพร้อมไม่ประมาทชนิดที่ไม่มีโทษทุกข์ จึงเป็นเรื่องที่ต้องพากเพียรอย่างหนัก พินิจวินิจฉัยธรรมอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ไม่เปล่งวาจาใช่ว่าจะไม่คิด คิดผิดเพียงนิดติดอยู่อีกนาน ฉะนั้น ศีลข้อห้านี้จึงถือว่าสำคัญยิ่ง เพราะว่า “ ผิดเพียงข้อเดียวผิดหมดทุกข้อ ” ปกติก็ประมาทเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ถ้ามีสิ่งเสพติดมึนเมาเป็นตัวเร่ง ก็จะยิ่งประมาทมาก ไม่มีสติขาดการยั้งคิด ย่อมกระทำผิดศีลได้ทุกข้อ

วันนี้ หลวงปู่ก็สามารถจบเรื่องศีลของมนุษย์ได้ทุกข้อครบทั้งห้าข้อ โอกาสต่อไป ถ้ายังมีโอกาสอยู่ หลวงปู่ก็จะนำเรื่องที่จะช่วยกันบำรุงพุทธศาสนาให้เจริญได้อย่างไร อย่าเชื่อ นี่เป็นเพียงทัศนะของหลวงปู่เท่านั้น ท่านทั้งหลายศึกษาแล้วนำไปวินิจฉัย แล้วปรับใช้ให้เหมาะสมไม่เป็นภัยต่อตนและผู้อื่น ได้อย่างนี้ก็นับว่าดีมากแล้ว

บุญรักษา